Wiboon 的个人资料Wiboon Joong (wbj)照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
ต้องมากกว่า "คนธรรมดา" ...· ฟ้ามิได้แบ่ง 'ยอดคน' กับ 'คนธรรมดา' ออกจากกัน
ยอดคนจะปรากฏขึ้นเสมอ แต่นั้นมิใช่เพราะ 'ฟ้ากำหนด'
การที่ "ยอดคน"ปรากฏขึ้นได้ เพราะ เขาผ่านการ "ฝึกฝน" และ "เรียนรู้" ที่จะเป็นยอดคน
· "อัจฉริยะ" ไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
แต่เป็นสิ่งที่ ถูกสร้างขึ้นมา ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด
คนเก่งได้นั้นต้องได้รับการฝึกฝน ม้าดี ต้องมีคนขี่มาฝึกฝน ..
นักกีฬาที่ดีต้องมีโค้ชที่ดีมาฝึกฝน
· Don't Look Down Yourself.
อดีตไม่สำคัญว่าเราเป็นใคร สำคัญที่ว่าวันนี้เราต้องการเป็นใคร
จงเคารพนับถือในความสามารถของตัวเอง ยกย่องและให้เกียรติ ตัวเอง
· สมองของคนเราเหมือนพื้นดินที่ว่างเปล่า
เมื่อเราปลูกอะไรลงไปเราก็จะได้ผลเป็นอย่างนั้น .. จงปลูกฝังแต่สิ่งดีๆ
ลงไปในสมองคำพูดใดๆ ที่เราเคยได้ยินซ้ำๆ ซากๆ เกิน 37 ครั้ง
มันจะกลายเป็น "อุปนิสัย" ของเราทันที
· สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกคือ "สิ่งแวดล้อม" อย่าปล่อยให้ความคิด หรือคำพูดของคนบางคน มาตัดสินชีวิตของเรา
ในโลกนี้ไม่มีใครมีอิทธิพลกับตัวเรา นอกจากตัวเราเอง
· ชีวิตไม่ใช่เกมส์กีฬา ไม่มีเวลาพักครึ่ง ไม่มีการขอเวลานอก
และที่สำคัญคือ 'เปลี่ยนตัวผู้เล่นไม่ได้' ไม่มีใครเกิดมา 'ล้มเหลว' มีแต่ 'ล้มเลิก'
· คนฉลาด.. ต้องโง่เป็น คนโง่ไม่เป็น..จะไม่มีทางฉลาด
· เพียงคุณคิดว่าคุณทำได้ คุณก็ทำได้ตั้งแต่ที่คุณคิด
แต่หากคุณคิดว่าคุณทำไม่ได้ คุณก็ทำไม่ได้ตั้งแต่ที่คุณคิด
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของมนุษย์
คือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ 'ทางจิต' ที่ ตอกย้ำตัวเองว่า .. ทำไม่ได้
· แม้แต่ "คิด" ยังไม่กล้าที่จะคิด แล้วชีวิตจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร?
จงกล้าที่จะเผชิญความล้มเหลว.. ความล้มเหลวคือครูที่ทดสอบตัวเรา
If you want to have success, you have no choice.
· มนุษย์ คือจุดศูนย์กลางของเส้นรอบวงที่ไม่มีขีดจำกัด …...
ทำไมมนุษย์เหมือนกันจึงประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน
นั่นเป็นเพราะ มนุษย์แต่ละคนได้รับโอกาสทางความคิดที่แตกต่างกัน
· คนสำเร็จมองปัญหาเป็นโอกาส คนล้มเหลวมองโอกาสเป็นปัญหา
คนสำเร็จจะปรับตัวเองไปหาโลกภายนอก
คนล้มเหลว จะให้โลกภายนอกปรับเข้าหาตัวเอง
Team work is less 'E-GO' and more 'WE GROW'
· คนสำเร็จระดับผู้บริหาร เป็นผู้นำขององค์กรต่างๆ ในโลกนี้ กว่า 85%ทั่วโลก
ล้วนแล้วแต่มิใช่คนเก่ง แต่เป็นคนดีทั้งสิ้น
คนเก่ง.. มักจะมี 'อัตตา'
จะไม่ยอมปรับตัวเข้าหาโลก ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
ไม่ยอมรับการพัฒนา..ความรู้ และสิ่งใหม่ๆ 'ปกครองคนไม่ได้'
คนเก่งนั้น..ใช้เวลา 2-3 ปี ก็สอนให้เก่งได้ ..
แต่.. คนดีต้องใช้เวลา 'ชั่วชีวิต' สอนกัน
คนเก่งมักจะขาดความจงรักภักดี ไม่มีความกตัญญู
· "ความรู้" เป็นเพียง "พลังอำนาจแฝง" ชนิดหนึ่งเท่านั้น
"ความรู้" จะกลายเป็น "พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่" ได้ก็ต่อเมื่อ
มันถูกนำ ไปใช้อย่างชาญฉลาดเท่านั้น
· ฟัง..แต่..ไม่ได้ยิน ได้ยิน..แต่..ไม่เข้าใจ เข้าใจ..แต่..ไม่ลึกซึ้ง
ลึกซึ้ง..แต่..ไม่แตกฉาน แตกฉาน..แต่..นำไปใช้ไม่เป็น !!!
จงนำศักยภาพ และอัจฉริยภาพ ที่ซ่อนเร้นในตัวเรา มาใช้อย่างชาญฉลาด
(มาจากเมล์ที่ได้รับ) รัฐบาล สมัคร1รัฐบาล สมัคร1
<H4>นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม</H4>
แม้วัยจะล่วงเลยกว่า 72 ปี แต่เรื่องความจำต้องยกนิ้วให้ เพราะตั้งแต่ในวัยหนุ่มคุ้นชินกับข้อมูล ตัวเลข ด้วยหน้าที่ในบริษัทเอกชนทั้งสัญชาติไทยและเทศ ฝึกฝนให้นายสมัครเป็นคนที่ต้องแม่นในข้อมูล
นอกจากนี้ ประสบการณ์ทางการเมืองของนายสมัคร จัดว่าเป็นระดับอ๋องคนหนึ่ง ผ่านงานในวิชาชีพสื่อสารมวลชน และเริ่มชีวิตนักการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ปี 2511 ทั้งยังเป็นหัวหน้าพรรคประชากรไทย ที่เคยเฟื่องฟูอย่างมากในอดีตกาล
ผ่านงานบริหารมาแล้วหลายกระทรวง อีกทั้งเคยทำงานเป็นผู้บริหารการเมืองท้องถิ่น อาทิ การเป็นสมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพฯ ในปี 2514 และได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในปี 2543 ด้วยคะแนนท่วมท้นกว่าล้านเสียง
เคยตั้งความหวังจะรูดม่านชีวิตทางการเมืองของตัวเองในตำแหน่ง ส.ว. โดยได้รับการเลือกตั้งในการลงสมัครชิงเก้าอี้ ส.ว.เมืองหลวง เข้าวินอันดับ 2 แต่ยังไม่ทันขึ้นสภาสูง ต้องพับไปก่อนจากการรัฐประหารในเดือน ก.ย. 2549 ชีวิตนายสมัครเหมือน “แมว” ที่มักจะกล่าวขานกันว่าแมวนั้นมี 9 ชีวิต มาถึงวันนี้นายสมัคร ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย และเป็น รมว.กลาโหม พร้อมกับขอโอกาสในการพิสูจน์ฝีมือการทำงาน.
รองนายกรัฐมนตรี มี 4 คน คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์, นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์, นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี, นายสุวิทย์ คุณกิตติ,
<H4>นายสหัส บัณฑิตกุล</H4>
อายุ 58 ปี ศิษย์เก่า วศ.10 (วิศวะจุฬาฯ รุ่น 2510) จบปริญญาโทวิศว กรรมศาสตร์สาขาเครื่องกลฯ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทบริหารธุรกิจที่เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ และปริญญาเอกวิศวกรรมเครื่องกลจากรัฐมิชิแกน สหรัฐ เคยเป็นอาจารย์สอนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ก่อนย้ายไปทำงานที่การรถไฟแห่งประเทศไทย จนได้เป็นรองผู้ว่าการการรถไฟฯและลาออก ไปทำงานที่บริษัทโอเลฟิน จากนั้นกลับมาเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่นายสมัคร เป็นผู้ว่าฯ กทม. มีหน้าที่ดูแลงานด้านโยธาโดยเฉพาะด้านน้ำ ที่ต้องรับผิดชอบการวางแผนเรื่องการระบายน้ำ และแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ
เป็นคนหนึ่งที่สนิทสนมกับนายสมัครมาตั้งแต่นายสมัครเป็น รมว. คมนาคม เคยได้รับรางวัลวิศวะจุฬาฯดีเด่น ครั้งที่ 8 ประจำปี 2546 อีกด้วย และยังมีนายพ้อง ชีวานันท์ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคพลังประชาชน เป็นเพื่อนร่วมรุ่น วศ.10 อีกด้วย
<H4>พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์</H4>
“ชาละวัน...ยังไม่ตาย” คงจะเรียกขานเช่นนี้ไม่ผิดนัก เพราะ พล.ต.สนั่น ผู้มีประสบการณ์โชกโชนทางการเมือง ผ่านทั้งรัฐประหาร เป็นกบฏนอนคุกก็เคยแล้ว เป็นมาแล้วทั้ง รมว.อุตสาห กรรม เกษตรฯ และมหาด ไทย เคยเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในยุคนายชวน หลีกภัย เป็นหัวหน้าพรรค ที่ถือว่าเป็นคู่หัวหน้า-เลขาพรรคที่คลาสสิกคู่หนึ่งของการเมืองไทย แต่ภายหลังการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กลุ่มผลัดใบของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาบริหาร “เสธ.หนั่น” ได้ปลีกตัวไปตั้งพรรคมหาชน และมีอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตามไปอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง สุดท้ายได้ตัดสินใจย้ายมาอยู่กับพรรคชาติไทยเพื่อทำงานทางการเมืองต่อไป “เสธ.หนั่น” เป็นผู้ที่พิสมัยในรสชาติไวน์แดง มีไวน์ยี่ห้อชาโต เดอ ชาละวัน ที่ผลิตขึ้นเอง และยังมีฟาร์มนกกระจอกเทศที่ จ.พิจิตร หลังผ่าตัดถุงไขมันใต้ตาเลยดูหนุ่มขึ้น
<H4>นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รมว.ศึกษาธิการ</H4>
เกิดวันที่ 31 ส.ค. 2490 ที่นครศรีธรรมราช สมรสกับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จบการศึกษานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มรับราชการครั้งแรกในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษากระทรวงยุติธรรม เมื่อปี 2517 จนได้เป็นถึงปลัดกระทรวงยุติธรรมเมื่อปี 2542 รวม 4 ปี และยังได้ต่ออายุราชการไปอีก 3 ปี ก่อนไปเป็นปลัดกระทรวงแรงงาน 1 ปี และกลับมาเกษียณในตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม จนได้รับฉายาว่า “ซูเปอร์ปลัด” เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเอาไว้ว่า “เราปฏิเสธไม่ได้ว่าบางคนอาจเรียนจบถึงดอกเตอร์ แต่เวลาทำงานจริงสู้คนที่มีประสบการณ์ช่ำชองไม่ได้ เราต้องเข้าใจว่าท่านทำงานมาก่อน ต้องรู้เรื่องดีกว่าเรา ผมเองเป็นแค่อนุบาลทางการเมืองคนหนึ่งเท่านั้นเอง” <H4>นายพงศกร อรรณนพพร รมช.ศึกษาธิกา</H4>
จบปริญญาตรีทางบริหารธุรกิจ ปริญญาโทรัฐศาสตร์การปกครอง จากรามคำแหง หลังจากกลับจากต่างประเทศ เคยดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการสุขาภิบาล อ.หนองสองห้อง และยังเคยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิใน กปจ.ขอนแก่น เคยเป็น ส.ส.ขอนแก่นในนามพรรคชาติพัฒนา ก่อนย้ายมาร่วมงานกับพรรคไทยรักไทย และสอบผ่านเข้ามาเป็น ส.ส.ขอนแก่น เคยผ่านงานทางด้านการบริหารมาแล้วในสำนักเลขานุการนายกฯ เป็นที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข เป็นที่ปรึกษา รมว.อุตสาหกรรม ทั้งยังเคยเป็นคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมาธิการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน คณะกรรมาธิการงบประมาณ ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายพงศกรไม่ได้ลงเลือกตั้ง แต่ส่งนางดวงแข อรรณนพพร ภรรยาลงรับสมัครแทนภายใต้การประสานงานกับกลุ่มของนายเนวิน ซึ่งสามารถสอบผ่านเข้ามาได้ไม่ยากเย็น <H4>นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.ศึกษาธิการ</H4>
คนหนุ่มวัย 40 ปี เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงทางการเมือง สนิทสนมกับ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีตแกนนำภาคกลางพรรคไทยรักไทย เป็นชาว อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี จบปริญญาโท มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสิ่งแวดล้อมก่อนหน้าเข้าวงการเมือง เคยเป็นผู้สื่อข่าว นสพ.ข่าวสด และ นสพ.บ้านเมือง ปี 2538 เป็น ส.จ.เมืองโอ่งสมใจ จากนั้นได้รับเลือกตั้งอีกครั้งเป็น ส.อบจ. (ตาม พ.ร.บ.ใหม่) แล้วนั่งประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดรวม 2 สมัย ได้เป็น ส.ส.ครั้งแรกในสังกัดพรรคไทยรักไทยในปี 2544 และเคยเป็นเลขานุการ มท.2 สมัยนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช หากอยากหาเรื่องพูดคุยกับนายบุญลือแนะนำให้สนทนาภาษาฟุตบอลรับรองคุยได้นาน นอกจากนี้หลัง นางกอบกุล นพอมรบดี อดีต ส.ส.ราชบุรี เสียชีวิต จึงมารับเป็นนายกสมาคมกีฬา จ.ราชบุรีอีกด้วย <H4>นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รมว.พาณิชย์<H4>
อดีตพนักงานขายรถยนต์ญี่ปุ่นยี่ห้อยอดนิยม ใครจะคิดว่าชายคนนี้ จะก้าวขึ้นสู่ผู้บริหารระดับภูมิภาคเอเชียในบริษัทรถยนต์ดังกล่าว ชื่อของ “มิ่งขวัญ” มาแจ่มชัดมากขึ้น เมื่อได้เข้ามารับเก้าอี้ กรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท เข้ามาผ่าอาณาจักรทีวีสนธยา จับแปลงโฉมแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่กลายเป็น “โมเดิร์นไนน์ ทีวี” ดันเข้าตลาดหลักทรัพย์ และการเฟ้นพิธีกรข่าวที่มีลีลาเฉพาะตัว รวมทั้งการจัดผังรายการที่ทำให้ทีวีช่องนี้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แม้จะถูกมองว่าเป็นนักการตลาด แต่ถ้าขายของแล้วได้กำไรมาก คงไม่มีใครอยากปฏิเสธ ในคืนวันที่ 19 ก.ย. โมเดิร์นไนน์ ทีวี เป็นสถานีโทรทัศน์ช่องเดียวที่ออกอากาศสดเสียง พ.ต.ท.ทักษิณ โทรศัพท์ข้ามทวีปจากอเมริกาในคืนยึดอำนาจ ก่อนที่ทหารจะเข้ามาควบคุม นายมิ่งขวัญจึงขอลาออกก่อนถูกทาบทามเข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชนในภายหลัง <H4>นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์</H4>
อายุ 65 ปี ในอดีตเป็นคนสำคัญของบริษัทวังเพชรบูรณ์เป็นบริษัทในเครือของเตชะไพบูลย์ที่ก่อสร้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เคยเป็นอดีตรองหัวหน้าพรรค พรรคความหวังใหม่ อดีตที่ปรึกษา นพ.กระแส ชนะวงศ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ อดีตที่ปรึกษา, กรรมการผู้ช่วย รมต. ในสมัยของนายวราเทพ รัตนากร เป็น รมช.คลัง จึงถือว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่ได้รับเสียงสนับสนุนมาจากนายวราเทพ สำหรับด้านการศึกษาจบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาบริหารงานทั่วไป มหาวิทยาลัย HAWTHONE รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาการตลาด) มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลักสูตร “ป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐร่วมเอกชน รุ่นที่ 2” วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และหลักสูตร “CORPORATE FINANCE” สถาบันศศินทร์ <H4>พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ รมช.พาณิชย์</H4>
เคยเป็นรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมา อายุ 45 ปี นรต.รุ่น 39 จบปริญาญาโทจากมหาวิทยาลัยนเรศวร อดีตเคยเป็น สวส.สภ.อ.ตาคลี ทายาทร้านค้าส่งร้านใหญ่ในปากน้ำโพ เป็น ส.ส.นครสวรรค์ ปี 2544, 2548 ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ลงในระบบสัดส่วนเขต 2 แต่สอบตก เป็นหนึ่งในส.ส.สายเดียวกับนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ภายใต้การสนับสนุนของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ติดสอยห้อยตามกันมาจากไทยรักไทย และยังเคยดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการ รมว.แรงงานมาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์ทางการเมืองโดยเคยเป็นรองประธานกรรมาธิการการเงินการคลังการธนาคารคนที่ 1, กรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค, กรรมาธิการสาธารณสุข, กรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) มาแล้ว <H4>นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลัง</H4>
“หมอเลี้ยบ” ต้องมารับภาระหนักและสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เพราะระดับคีย์แมนเศรษฐกิจหลายคน ต้องไปอยู่บ้านเลขที่ 111 ในอดีตสมัยเป็นนักศึกษาม.มหิดล “หมอเลี้ยบ” เคยเป็นนายกสภานักศึกษาร่วมกิจการการเมืองสมัย 6 ตุลาคม 2519 เริ่มรับราชการเป็นนายแพทย์ในรพ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ และมาเติบโตใน รพ.รามาธิบดี ก่อนที่จะหันเหไปร่วมงานกับพรรคพลังธรรม แม้จะสอบตกแต่ก็ยังไม่ทิ้งงานการเมือง ได้เป็นรมช.สาธารณสุข ผลักดันนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคในสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 และเป็นรมว.ไอซีที คนแรก ทิ้งผลงานปรับโฉม บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้เห็นว่าทำได้มากกว่ารับส่งจดหมาย และยังเคยผ่านงานโฆษกรัฐบาลมาแล้ว ช่วงวุ่น ๆ หรืองานที่คนอื่นไม่อยากรับ ชื่อนี้มักจะถูกเรียกใช้บริการเสมอ ซึ่ง “หมอเลี้ยบ” มักจะปฏิเสธไม่เป็นทุกครั้งไป <H4>นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง</H4>
กว่าจะรอดเข้ามาเป็น รมต.ในรัฐบาลนี้ ต้องเผชิญแรงเสียดทานจากการต่อต้านภายในพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา แม้จะเป็นเลขาธิการพรรค แต่สอบไม่ผ่านทำให้สมาชิกไม่ค่อยพอใจต่อการเข้ารับตำแหน่งนัก นายประดิษฐ์ หรือ “เสี่ยอ๊อด” เดิมเป็นนักธุรกิจโรงแรมและห้างสรรพสินค้า เข้าสู่สนามการเมืองตามคำชักชวนจาก พล.ต.สนั่น เป็น ส.ส.พิจิตรครั้งแรกในปี 2538 เคยถูกมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร เคยเป็น รมช.คมนาคมมาแล้ว และยังเคยเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์มาช่วงเวลาหนึ่งด้วย นายประดิษฐ์ เคยบอกว่า สำหรับตัวเขาเอง เวลาพักผ่อนมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะสนุกกับการทำงานการเมือง หากมีเวลาก็จะเล่นฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาที่ชอบ เพราะเล่นมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมที่โรงเรียนอัสสัมชัญ <H4>ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมช.คลัง</H4>
วัย 51 ปี ลูกสาวนายเลิศ หงส์ภักดี อดีตผวจ.นครราชสีมาและอดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นภรรยาของว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แกนนำคนสำคัญของพรรคเพื่อแผ่นดิน และอดีตสมาชิกกลุ่ม 16 สายบ้านริมน้ำของนายสุชาติ ตันเจริญ อดีตแกนนำกลุ่ม 16 เช่นกัน ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ จบการศึกษาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จบพยาบาลกองทัพบกรุ่นที่ 10 และรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกริก รับราชการมาทางสายสาธารณสุข เป็นนักวิชาการ ประจำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา ก่อนลงส.ว.นครราชสีมา เป็น ผอ.กองสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และในการเลือกตั้งครั้งนี้ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.นครราชสีมา ในเขต 4 ภายใต้การส่งน้ำเลี้ยงอย่างดี จึงสอบผ่านได้ไม่ยาก <H4>นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.อุตสาหกรรม</H4>
ปัจจุบันอายุ 51 ปี เป็นชาวขอนแก่นโดยกำเนิด จบปริญญาตรีและโททางเคมี จากมหาวิทยาลัยแคนตักกี้ สหรัฐ เป็น ส.ส.มาอย่างต่อเนื่อง แต่ครั้งล่าสุดกลับสอบตก ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีมาหลายสมัย เคยสร้างความฮือฮาจากการนำผ้าขาวคลุมหัวเข้าพิธีแก้เคล็ด ผลงานโดดเด่นเป็นผู้ริเริ่มโครงการกองทุนหมู่บ้าน ต่อมามีปัญหาเรื่องสุขภาพจึงได้พักรักษาตัวและออกบวช แยกตัวออกจากไทยรักไทย ตั้งกลุ่มสมานฉันท์ ก่อนรับอาสาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน
<H4>นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม</H4>
อดีตหัวหน้ากลุ่ม 16 ผู้เกรียงไกร มาร่วมงานกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่มีบทบาทโดดเด่นอะไร ได้เป็นแค่ผู้แทนการค้า แต่กลายเป็นข้อดีที่ไม่ติดร่างแห 111 คน จบปริญญาตรี สาขาเศรษฐ ศาสตร์ จาก CURRY COLLEGE มิลตัน แมสซาชูเซตส์ สหรัฐ ทำงานในบริษัทเอกชนมาหลายแห่ง ก่อนกระโจนเข้าสู่วงการเมือง เป็น ส.ส.ชลบุรี เมื่อปี 2529 ก่อนย้ายไปเป็น ส.ส.เชียงใหม่ เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง โดยมี พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อดีตอธิบดีดีเอสไอเป็นน้องชาย <H4>นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข </H4>
ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่การเมือง ทำธุรกิจทั้งปั๊มน้ำมันและงานขนขยะของ กทม. ซึ่งเป็นธุรกิจของตระกูล ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมืองโดยเป็น ส.จ. และ ส.ท. นครปฐม ก่อนกระโดดเข้าสู่ถนนการเมืองระดับชาติตามพี่ชายคือนายไชยยศ และน้องชายคือนายเผดิมไชย เป็น ส.ส.สมัยแรกเมื่อปี 2538 สังกัดพรรคเอกภาพ เคยดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคเอกภาพด้วย ก่อนย้ายมาอยู่พรรคไทยรักไทยและเป็น ส.ส.นครปฐม เรื่อยมา เคยเป็น รมช. คมนาคม โดยดูแลการคมนาคมทางน้ำ เคยได้รับฉายาว่า "จอมแต่งตั้ง" <H4>นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมช.สาธารณสุข</H4>
เป็นผู้ช่ำชองในวงการก่อสร้าง นับได้ว่าเป็นนักสู้คนหนึ่งที่สามารถปั้นชิโน-ไทยขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นแนวหน้าในด้านโครงสร้างโลหะ เคยเป็นประธานคณะกรรมการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันเหล็ก อาเซียน เป็นอดีตรมช.คลัง 2 สมัย เคยผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล บุตรชาย ที่มาร่วมงานกับพรรคไทยรักไทยเป็น รมช. สาธารณสุข ซึ่งได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานทั่วทั้งกระทรวงหมอ โดยเฉพาะการดูงานด้านอสม. ที่ช่วยสร้างฐานเสียงให้กับพรรคไทยรักไทยในยุคนั้น <H4>ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย</H4>
“ดร.เฉลิม” จบปริญญาเอกนิติศาสตร์ จากรามคำแหง เคยได้รับฉายา “สารวัตรประเทศไทย” อดีตนายตำรวจกองปราบปราม ในตำแหน่งสารวัตรแผนก 4 กอง 2 ลาออกเข้าสู่ถนนการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเป็นคนกว้างขวาง ใจนักเลง จึงมีเพื่อนฝูงมากมาย ว่ากันว่าสมัยเป็นรมต.สำนักนายกฯ ได้รู้จักกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นนักธุรกิจไฟแรง และมีเรื่องที่ต้องหารือร่วมกันบ่อยครั้ง ความสัมพันธ์จึงผูกพันตั้งแต่ก่อนเป็นต้นมา ในอดีต “สารวัตรเหลิม” เคยเป็น มท.6 ตั้ง “ศูนย์พิฆาตสื่อ” แต่ก็ต้องยุติบทบาทไปเอง เพราะขัดกับกระแสโลกที่ต้องการเห็น เสรีภาพสื่อ ช่วงหลังจากที่พรรคความหวังใหม่ยุบพรรค บทบาททางการเมืองเลยเลือนหายไปบ้าง ภาพที่ติดตัวของ “สารวัตรเหลิม” คือ เป็นพ่อที่รักลูกมาก จนใครหลายคนต้องยกนิ้วให้ในเรื่องนี้ กับตำแหน่ง มท.1 ตีตราจองมาตั้งแต่เริ่มหาเสียง <H4>นายสุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย</H4>
เกิดวันที่ 5 ก.ค. 2505 เป็นนักการเมืองจากเมืองดอกบัว อุบลราชธานี เติบโตมาจากการเมืองสนามเล็กในระดับส.จ.มาก่อน ปัจจุบันอายุ 45 ปี จบการศึกษาปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ปริญญาโทจากนิด้า สาขาพัฒนาสังคม เดิมประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างมาก่อน เข้ามาเป็นส.ส.ครั้งแรกในปี 2540 สังกัดพรรคความหวังใหม่ ต่อมาจึงยุบรวมกับพรรคไทยรักไทย นอกจากนี้ นายสุพล ยังเคยอยู่ในกลุ่มวังน้ำเย็นเมื่อครั้งที่นายเสนาะ เทียนทอง ยังอยู่กับพรรคไทยรักไทยด้วย โดยเมื่อครั้งการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นายสุพลเป็นผู้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ามีข้าราชการในจ.อุบลฯรณรงค์ให้คนไปออกเสียง แลกกับเงื่อนไขเงินสนับสนุนโครงการกองทุนหมู่บ้านและเอสเอ็มแอล โดยขู่ว่าหากหมู่บ้านใดมีการออกเสียงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นจำนวนมาก ก็จะยกเลิกโครงการดังกล่าว <H4>นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รมช.มหาดไทย</H4>
เคยอยู่กับพรรคไทยรักไทยมาก่อน ครั้งนี้ลงสมัครส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 4 ลำดับที่ 10 พรรคเพื่อแผ่นดิน แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง และเป็นผู้ที่ทำให้พรรคพลังประชาชนต้องระทึกขวัญ กรณีปรากฏว่ามีชื่อเป็นสมาชิกพรรคซ้ำซ้อน และพบว่ามีการปลอมลายเซ็น โดยนายสิทธิชัยได้ถูกกกต.ตัดสิทธิ แต่ได้ร้องต่อศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง สุดท้ายศาลสั่งให้มีสิทธิลงสมัครได้ เพราะมีหลักฐานพบว่าในวันดังกล่าว นายสิทธิชัยอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยไปร่วมในงานพระราชทานดินฝังศพ และในตอนเย็นวันเดียวกันนั้น ก็ยังได้ไปร่วมในงานประกวดสาวงามเทียนพรรษาประจำปี 2550 ของ จ.อุบลราชธานี จึงถือว่าไม่ได้เซ็นชื่อ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการยึกยักกันอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดนายสิทธิชัยก็ไม่ได้ยื่นฟ้องเรื่องการปลอมลายเซ็นที่มีโทษถึงขั้นยุบพรรคแต่อย่างใด <H4>นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์</H4>
อายุ 57 ปี มีชื่อเล่นว่า “หมู” มาจากชื่อเล่นดั้งเดิม ว่า “โอว์ตือ” แปลว่า “หมูดำ” เพราะแรกเกิดเป็นเด็กอ้วน ดำ เล่นการเมืองพรรคเดียวไม่เคยย้ายไปไหน เป็น ส.ส.อ่างทองสังกัดพรรคชาติไทย มาตั้งแต่ปี 2529 ผ่านงานสำคัญมามากมาย เช่น รมว.ศึกษาธิการในปี 2542 และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น ช่วงเป็น ส.ส.เป็นทั้งคณะกรรมาธิการสาธารณสุขและสิ่ง แวดล้อม ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็เคยผ่านมาแล้ว รวมถึง รมช.ศึกษาธิการในปี 2540 ในเหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นหนึ่งในนักศึกษาที่เดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยด้วย มีบทบาทโดดเด่นจากการทำหน้าที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าทำหน้าที่ได้อย่างดี เป็นธรรม เป็นกลางแก่ทุกฝ่าย <H4>นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รมช.เกษตรและสหกรณ์</H4>
อายุ 47 ปี เป็นกำนัน ต.นครปฐม อ.เมือง จ.นครปฐมมานานเกือบ 10 ปี จนชาวบ้านเรียกขานกันติดปากว่า “กำนันไก่” ลงเล่นการเมืองสังกัดพรรคชาติไทยได้เป็น ส.ส.มาตั้งแต่ปี 2538 ไม่เคยย้ายไปอยู่พรรคอื่น เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศึกษาในปี 2538 และ 2544 รวมทั้งเคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ มีบิดาเป็นนายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครปฐม น้องชายเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครปฐม ทางครอบครัวดำเนินธุรกิจด้านการขนส่ง และธุรกิจโรงแรมในจังหวัดนครปฐม การศึกษาจบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาตรีบริหารธุรกิจ (MBA) จากสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับชมรมอนุรักษ์ป่าตะวันตก ทุ่งใหญ่นเรศวร ที่ดำเนินด้านการอนุรักษ์ป่าอีกด้วย <H4>นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์</H4>
อายุ 51 ปี เจ้าของฉายา “อีโต้อีสาน” ส.ส.อุดรธานีรายนี้ เป็นคู่หูกับ “แรมโบ้อีสาน” สุพร อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.นครราช สีมา พรรคไทยรักไทย จบการศึกษา ปริญญาโทสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มเล่นการเมืองท้องถิ่นโดยเป็น ส.จ. อุดรธานีเมื่อปี 2538 เคยทำงานเป็นหัวหน้าควบคุมการผลิตอ้อย น้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม มีผลงานเด่นที่ช่วยเหลือปัญหาชาวไร่อ้อยภาคอีสานมานาน จนเป็นที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตรหลายต่อหลายแห่ง เป็นเลขาธิการชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และรองเลขาธิการสหพันธ์สมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ถูก พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ชักชวนให้ลง ส.ส.เมื่อปี 2544 ได้เข้าสภาสมใจและเป็น ส.ส.จนกระทั่งถึงปัจจุบัน การเลือกตั้งที่ผ่านมาประสานงานกับกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ ได้เป็นอย่างดี <H4>นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม</H4>
ด้วยวัย 56 ปี บวกประสบการณ์ความเป็นนักธุรกิจในวงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เคยเป็นถึงประธานกรรมการ บริษัท นวพัฒนาธานี จำกัด ดำเนินธุรกิจทางด้านพัฒนาที่ดินและอสังหา ริมทรัพย์ รวมทั้งประกอบอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร เข้าสู่วงการการเมืองในนามพรรคความหวังใหม่ ในปี 2538 ลงสนามเลือกตั้งในจ.เพชรบูรณ์ เคยเป็นที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย ในปี 38-39 ต่อมาเมื่อยุบรวมกับพรรคไทยรักไทย ก็ยังได้เป็นที่ปรึกษา รมว.อุตสาห กรรม ในช่วงที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รับตำแหน่งเป็น รมว. อุตสาหกรรม และเคยเป็นที่ปรึกษา รมช.อุตสาหกรรมสมัยนายพิเชษฐ์ สถิรชวาล นอกจากนี้ถ้าเอ่ยชื่อนี้รู้ดีว่ากระเป๋าสตางค์เป็นขนาดใด เพราะในช่วงที่วุ่นวาย นายสันติยังช่วยพรรคดูแลการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและในภาคอีสานได้เป็นอย่างดี <H4>นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม</H4>
อายุ 50 ปี จบนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นส.ส.บุรีรัมย์มาตั้งแต่ปี 2535 เคยผ่านงานรองโฆษกคณะกรรมาธิการสาธารณสุข ปี 2535 ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.คลัง ในปี 2538 ผู้ช่วยเลขานุการรมว.ศึกษาธิการ ในปี 2539 โฆษกคณะ กรรมาธิการการทหาร ปี 2539 และยังเคยเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุขด้วย นายทรงศักดิ์ เป็นผู้หนึ่งที่ทำงานได้เข้าขากับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตแกนนำกลุ่มบุรีรัมย์ พรรคไทยรักไทย ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในการเลือกตั้งที่ผ่านมา นายทรงศักดิ์ เป็นคนหนึ่งที่ร่วมบริหารงานเลือกตั้งให้กับพรรคพลังประชาชน จนทำให้กวาดที่นั่ง ส.ส.ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เป็นกอบเป็นกำ สำหรับฐานเสียงสำคัญของนายทรงศักดิ์ อยู่ใน อ.ประโคนชัย เครือญาติหลายคนก็เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นมาก่อน <H4>นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม</H4>
อายุ 48 ปี ชื่อเล่นว่า “แกะ” นายอนุรักษ์ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรคชาติไทย เคยนั่งบริหารงานในกระทรวงวัฒนธรรมมาในสมัยร่วมรัฐบาลทักษิณ เป็น ส.ส. ตั้งแต่ปี 2529 ผ่านตำแหน่งบริหารมาแล้ว เป็น รมช.คลังในปี 2538 รมช.อุตสาห กรรมปี 2540 รมช.เกษตรฯปี 2541 รมว.การพัฒนาสังคมฯ ในปี 2545 และ รมว.วัฒนธรรมในปี 2546 จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเนติบัณฑิตไทย ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายอนุรักษ์ ได้รับมอบหมายจากนายบรรหาร ให้เป็นแม่ทัพดูแลการเลือกตั้งในพื้นที่ภาคอีสาน ร่วมกับนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และยังเคยให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งเอาไว้ว่า “ถ้าคนเราทำแต่เรื่องดี ๆ ไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนหรือไปทำในลักษณะเบียดเบียนให้กับคนอื่น ชีวิตคนเราก็จะมีความสุข” <H4>นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ</H4>
อายุ 47 ปี เป็นคนนครราชสีมา จบนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดล ไปศึกษาต่อด้านกฎหมายทางธุรกิจ คว้าปริญญาตรีทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดอีก 1 ใบ ปริญญาโทกฎหมายจากมหาวิทยาลัยลอนดอน ทั้งยังสอบเนติบัณฑิตไทย เนติบัณฑิตอังกฤษ เป็นเจ้าของสำนักกฎหมาย บริษัทสำนักกฎหมายสากล นพดลแอนด์แอสโซซิเอทส์ จำกัด ก่อนถูกชักชวนมาเล่นการเมืองในนามพรรคประชาธิปัตย์ และได้เป็น ส.ส. สมัยเดียวเมื่อปี 2539 ทำหน้าที่เป็นเลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังจึงมาอยู่กับพรรคไทยรักไทย ได้เป็นผู้ช่วย รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ และเลขานุการ รมว.ต่างประเทศ ในปี 2543 เคยเป็นผู้แทนรัฐบาลไทยไปประชุมใหญ่สมัชชายูเอ็น นอกจากนี้ยังเป็นทนายความประจำตระกูลชินวัตรด้วย <H4>นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน</H4>
อายุ 65 ปี เป็นภรรยาของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้ากลุ่มวังน้ำเย็น และหัวหน้าพรรคประชาราช ก่อนลงเล่นการเมืองเป็นข้าราชการมาก่อน ตำแหน่งแรกคือเสมียนตราจังหวัดปราจีนบุรี ตำแหน่งสุดท้าย ผู้อำนวยการสำนักบริหารการศึกษาท้องถิ่น ระดับ 9 กรมการปกครอง เข้าสู่แวดวงการเมืองครั้งแรกก็ได้เป็น รมว.แรงงาน ในโควตากลุ่มวังน้ำเย็นเมื่อครั้งที่นายเสนาะยังอยู่กับพรรคไทยรักไทย และเก้าอี้สุดท้ายที่ “ป้าอุ” ประกาศลาออก คือเป็น รมว.วัฒนธรรม ซึ่งเป็นสมัยที่สองในเก้าอี้ รมว.วัฒนธรรม โดยการประกาศลาออกครั้งนั้น “ป้าอุ” ให้เหตุผลตอนหนึ่งในแถลงการณ์การลาออกว่า “เพื่อรักษาจริยธรรมทางการเมืองไว้” ส่งผลสะเทือนต่อสถานภาพรัฐบาลทักษิณตอนปลาย อย่างเห็นได้ชัด ซึ่ง “ป้าอุ” ยืนยันว่าตัดสินใจลาออกด้วยตัวเอง ไม่ใช่คนที่บ้านแนะนำ <H4>นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</H4>
อายุ 50 ปี มีชื่อเล่นว่า “เป้า” แต่ในวงการสื่อมวลชนมักเรียกขานกันว่า “เจ๊เป้า” เป็นคนสุโขทัยโดยกำเนิด และยังเป็นภรรยาคนสวยของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน สมาชิกแห่งบ้านเลขที่ 111 อดีตแกนนำกลุ่มวังน้ำยม พบรักกับนายสมศักดิ์ตั้งแต่สมัยรับราชการเป็นครูอยู่ที่สุโขทัย และรับราชการในสายศึกษามาตั้งแต่ปี 2524-2538 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคมัชฌิมาธิปไตย การศึกษาจบปริญญาตรีจาก มศว พิษณุ โลก ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองตามสามีและได้เป็น ส.ส. ปี 2544, 2548 จ.สุโขทัย บ้านเกิด สังกัดพรรคไทยรักไทย หลังเหตุการณ์รัฐประหารและสามีถูกแขวน จึงได้นำ ส.ส.ในกลุ่มมาสร้างพรรคใหม่ คือ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ในอดีตเคยเป็นประธาน ส.ส.หญิงพรรคไทยรักไทยอีกด้วย <H4>นายสุธา ชันแสง รมว.การพัฒนาสังคมฯ</H4>
อายุ 48 ปี จบการศึกษารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำธุรกิจทางด้านการขนส่งและปั๊มน้ำมันมาก่อน ปี 2528 เป็นส.ก.เขตบางแค ต่อมาปี 2535 ได้เป็นส.ส.กรุงเทพฯ ในเขตบางแค ตั้งแต่ปี 2537 เป็นที่ปรึกษารมช.คมนาคม และรมช.มหาดไทย สมัยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ดูแล ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นรองประธานภาคกทม. แม้ผลการเลือกตั้งจะออกมาไม่เป็นไปตามคาดแต่ก็ได้ 1 เก้าอี้ รมว. มาดูแลจนได้ <H4>นายวุฒิพงษ์ ฉายแสง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี</H4>
เป็นน้องชายนายจาตุรนต์ ฉายแสง อายุ 49 ปี สำเร็จการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยประกอบธุรกิจทางด้านการเกษตร และอสังหาริมทรัพย์ ลงเล่นการเมืองเป็นส.ส.ฉะเชิงเทรา ตั้งแต่ปี 2539 เคยเป็นอดีตเลขานุการส่วนตัว รมช.อุตสาหกรรม อดีตผู้ช่วยดำเนิน งาน ส.ส.ฉะเชิงเทรา อดีตสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ จ.ฉะเชิงเทรา และคณะทำงาน โครงการแผนกลยุทธ์การวิจัยด้านเกษตรและอุตสาหกรรม <H4>นายมั่น พัธโนทัย รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ</H4>
อายุ 67 ปี จบปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก KENSINGTON, แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เคยเป็นรอง นายก อบจ.สมุทรปราการ อดีตเลขาธิการรมช.มหาดไทย อดีต ส.ส.พรรคราษฎร เลขาธิการพรรคราษฎร เป็น ส.ส.สมุทร ปราการ 4 สมัย หลังจากนั้นย้ายไปพรรคมหาชนแต่สอบตก และยังเป็น ส.ว. สมุทรปราการในปี 2549 ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มงูเห่าสมัยอยู่พรรคราษฎร และยังเป็นคนใกล้ชิดของนายวัฒนา อัศวเหม อดีตหัวหน้าพรรคราษฎรอีกด้วย
<H4>นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รมว.วัฒนธรรม </H4>
อายุ 56 ปี บุตรชายของนายณรงค์ วงศ์วรรณ พ่อเลี้ยงผู้กว้างขวางของแพร่และอดีตหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมที่เคยจะได้เป็นนายกฯมาแล้ว จบการศึกษาปริญญาโท สาขาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เป็น ส.ส. สมัยแรกเมื่อปี 2534 ที่ผ่านมาเคยเป็นรมช.อุตสาหกรรม รมช.มหาดไทย และรมช.แรงงาน เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มลมเหนือในพรรคชาติพัฒนาที่ยุบไปรวมกับพรรคไทยรักไทย
<H4>นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา</H4>
อายุ 43 ปี จบนิติศาสตร์เกียรตินิยมจากจุฬาฯ และนิติศาสตรมหาบัณฑิตจากฮาร์วาร์ด ก้าวเข้าสู่วงการเมืองเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคชาติไทยเมื่อปี 2548 เป็นที่ปรึกษา รมว.หลายกระทรวง ช่วงเป็นผู้ช่วย รมว.วัฒนธรรม ดูแลเรื่องปราบปรามสื่อลามกอย่างจริงจัง ตลอดจนดูแลเรื่องสิทธิเด็กและสตรีจนได้รับรางวัลผู้บริหารดีเด่นในการรณรงค์ต่อต้านการกระทำรุนแรงต่อเด็กและสตรีของ UNIFEM รางวัลทูตสิทธิเด็ก สาขานักการเมือง ชอบเลี้ยงสุนัข มีตัวโปรดพันธุ์ปักกิ่ง อายุ 7 ปี ชื่อว่า “เฟย เฟย”
<H4>พล.ท.หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน</H4>
อายุ 53 ปี พื้นเพเป็นชาวโคราช เป็นภรรยานายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ จบปริญญาโทวิทยาศาสตร์ สาขาชีวเคมี จากจุฬาฯ รับราชการครั้งแรกเป็นอาจารย์วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ตำแหน่งสุดท้ายของชีวิตราชการคือ อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยาลัย วปอ. เคยเป็น ส.ว.นครราชสีมา ชอบเลี้ยงสุนัข หลังจากลาออกจากราชการเลยใช้เวลาว่างเขียนหนังสือแนวเกี่ยวกับสุนัข เคยให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการเมืองไว้ว่า “ไม่ได้วางแผนอะไร ให้เป็นไปตามวิถีทางของมัน" <H4>นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี</H4>
อายุ 60 ปี จบนิติศาสตรบัณฑิตเกียรตินิยม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทสาขา กฎหมายเปรียบเทียบ จาก SOUTHEN METHODIST UNIVERSITY, DALLAS, TEXAS สหรัฐอเมริกา เคยรับราชการเป็นอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนได้เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระหว่างปี 2534-2536 อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อดีตอนุกรรมการ ป.ป.ป. เป็น ส.ส.ครั้งแรกเมื่อปี 2544 เป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคพลังประชาชน <H4>นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี</H4>
เป็นหนึ่งในแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ นปก. มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ถึงขนาดถูกจับเข้าคุกมาแล้ว จบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ สาขาการทูต จากรั้วจามจุรี รับราชการในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การทูต กรม สารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์สถานการณ์ต่างประเทศ ที่ยังวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศผ่านหน้าจอโทรทัศน์ทำหน้าที่รายงานและวิเคราะห์เหตุการณ์ 9-11 ได้ดีคนหนึ่ง เข้าสู่สนามการเมืองจากการชักชวนของ น.ต.ศิธา ทิวารี ที่มา เดลินิวส์
ถ้าเรารู้สึกไม่ชอบหน้าใครสักคนหนึ่ง แต่จำเป็นต้องทำงานอยู่ด้วยกัน ในที่ทำงานเดียวกันทุกๆ วันผลของการไม่ชอบหน้าย่อมมีสาเหตุ ถ้ารู้สาเหตุแล้วก็สามารถที่จะกำจัดสาเหตุเหล่านี้ไปได้ ถ้ามีใจที่ตั้งมั่น ส่วนใหญ่แล้ว การไม่ชอบหน้าใครนั้น เกิดจากการที่เขา และ เรามีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน ทำให้รู้สึกว่า การกระทำของเขาเหล่านั้น ไม่เหมาะสม หรือ ไม่น่าจะทำลักษณะนั้น เมื่อมีการพบเห็นเข้าจึงทำให้ ไม่ชอบการกระทำเหล่านั้น เมื่อมีความรู้สึกว่า ไม่ชอบการกระทำเหล่านั้น ก็จะทำให้มีความรู้สึกที่ต้องการ ที่จะเปลี่ยนแปลงคนเหล่านั้น ให้มีพฤติกรรมเหมือนกับตน หรือ ต้องการให้เขามีพฤติกรรมที่ตนเองต้องการ และเมื่อไม่สามารถทำให้เขามีพฤติกรรมตามที่ตนเองต้องการได้ หรือ ไม่มีอำนาจใจการสั่งการใดๆกับเขา หรือ เขาอาจจะไม่ใส่ใจในคำแนะนำของเรา ดังนั้น ความรู้สึกที่ไม่ดี หรือ ไม่ชอบขี้หน้า จึงก่อเกิดขึ้นในใจ และค่อยๆก่อตัวขึ้น จนกลายมาเป็นความเกรียจชังได้ ซึ่งโดยสาเหตุหลักๆแล้ว มาจาก ตัวของเราเองทั้งนั้น
เพราะตัวเราเองที่ต้องการให้เขาเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ และ คิดว่า การกระทำอย่างนั้น เป็นสิ่งที่ผิด การกระทำอย่างนี้เป็นสิ่งที่ถูก ก็เปรียบเหมือนกับการสอนปูให้เดินตรงๆ เพราะพฤติกรรมของปูนั้น ต้องเดิน ไปตามด้านข้างของลำตัว จะให้ปูเดินตรงๆ ทางด้านหน้าของปูนั้นเป็นไปไม่ได้ฉันใด การที่จะพยายามเปลี่ยน พฤติกรรมของคนอื่นนั้น ก็ไม่สามารถทำได้ฉันนั้น แต่คนเรานั้นต่างจากปูตรงที่ ถ้าคนๆนั้น ต้องการเปลี่ยน พฤติกรรมต่างๆของตนเองแล้ว จะสามารถกระทำได้ ซึ่งต้องเป็นความยินยอมจากเจ้าตัวเท่านั้นจึงจะสามารถ เปลี่ยนแปลงได้ แต่แค่เปลี่ยนแนวความคิดของคน ก็ยากมากแล้ว เพราะ คนเราส่วนใหญ่ยึดถือแต่ความคิด ของตนเองเป็นหลัก แม้นมีใครมาบอก หรือ มาตักเตือน ถ้าตนเองไม่ยอมแล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงใดๆ ดังนั้น การที่เราจะพยายามเปลี่ยนแปลงใครนั้น เป็นสิ่งที่ยากมากๆ แต่เราก็สามารถสร้างบรรยากาศในที่ทำงาน ให้น่าอยู่ ให้เหมาะกับการทำงานได้ โดยการเปลี่ยนแปลงตนเองให้เข้ากับบุคคลอื่นๆ แทนที่จะไปเปลี่ยนแปลงคนอื่น
"เปิดประตูใจเราให้กว้าง เพื่อที่จะให้คนอื่นเข้ามาศึกษาใจเราได้..."
ดังนั้น วิธีการที่จะทำงานกับคนที่เราไม่ชอบหน้า แต่ต้องทำงานด้วยกันเป็นประจำ นั้น ต้องเริ่มจาก
1. ควรจะรู้จักตัวตนของตนเองก่อนว่า มีลักษณะเช่นใด การที่เรารู้จักตนเองว่า นิสัย และ พฤติกรรมอะไร ของเรานั้น เป็นข้อดี เป็นจุดดี และ นิสัยหรือพฤติกรรมสิ่งใดนั้น เป็นข้อเสีย ก็จะรู้ว่าตนเองต้องแก้ไขในจุดใด เช่น นิสัยที่เป็นคนเจ้าระเบียบเรียบร้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีเช่นกัน เพราะ เมื่อตัวเรานั้น มีความเป็นระเบียบ เรียบร้อย เราก็จะมองเห็นว่า คนอื่นที่โต๊ะมีของเกะกะไปหมด วางของไม่เป็นที่ ก็จะรู้สึกว่า เขาคนนั้นไม่ดีเอาเสียเลย ทำไมเขาไม่จัดโต๊ะให้สะอาด ทำไมไม่เอาสมุดหนังสือเก็บเข้าลิ้นชักซะ ทำไม... ทำไม... ทำไม... ซึ่งคำถามต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้เกิดการสะสมความคิดที่ไม่ดีขึ้นในตนเอง เมื่อคิดมากขึ้น แต่ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะกลายมาเป็น ความรู้สึกที่ไม่ดีขึ้น และ จะมองเพื่อนคนนั้นไม่ดีไป เห็นไม๊ครับว่า นิสัยบางนิสัย ของคนเรานั้น ดูเหมือนดี แต่สิ่งที่ดี ก็จะนำมาสู่สิ่งที่ไม่ดีอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน
2. ควรจะรู้จักตัวตนของคนที่เราไม่ชอบหน้าก่อนว่า เขามีลักษณะเช่นใด การที่เรารู้นิสัยคนอื่นนั้น จะทำให้เรา สามารถวางแผนการรับมือกับคนๆนั้นได้ง่ายขึ้น ขอยกตัวอย่างจากตัวอย่างที่แล้ว ว่า ถ้าเพื่อนเรามีนิสัยหรือพฤติกรรม ในที่ทำงานแบบไม่เรียบร้อย ไม่เก็บของบนโต๊ะ หรือ วางของไม่เป็นที่ ซึ่งถ้าเรารับรู้ว่าเขาเป็นเช่นนั้น แล้วพยายามปรับ ให้เพื่อนคนนั้นมีนิสัยที่เก็บของเรียบร้อย นั้น ถ้าเขาไม่เห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นโทษสำหรับเขา เขาก็จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้า เขาพบว่า เขาหาของที่ต้องการไม่เจอบ่อยๆ หรือ ถ้าเขาเก็บให้เป็นที่เป็นทางเขาก็จะสามารถหาได้ง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถ้าจะให้เขาเปลี่ยน หรือ รับรู้ถึงโทษจริงๆแล้ว ต้องใช้ความพยายามมากๆ และ ต้องมีใจเป็นกลาง และ วางเฉยให้ได้ การวางอุเบกขา ไม่ใช่สิ่งที่ง่าย แต่ถ้าวางอุเบกขาได้ ก็จะสามารถยอมรับในเรื่องต่างๆได้เช่นกัน พฤติกรรมของคนอื่นๆ ถ้าเรานำเอาอุเบกขามาใช้ ก็จะทำใจกับพฤติกรรมเหล่านั้นได้ และ จะทำให้ใจของเราเองไม่มัวหมองไปด้วยซ้ำ
3. ต้องหาสาเหตุของการไม่ชอบหน้าคนๆนั้น เพื่อจะได้รู้วิธีการอยู่กับเขาได้อย่างเหมาะสม การไม่ชอบหน้าคน เป็นผลลัพท์ ซึ่งผลลัพท์ ทุกๆผลลัพท์ ต้องมีสาเหตุที่ทำให้เกิด การหาสาเหตุที่แท้จริงนั้น ก็ต้องเขาใจตนเอง และ เข้าใจ บุคคลคนนั้นเสียก่อน สาเหตุส่วนใหญ่ เกิดจากตนเองทั้งสิ้น อย่างเช่น ถ้าคิดว่า ทำไมเจ้านายได้เงินเยอะแต่ทำงานน้อย ก็จะเริ่มไม่ชอบเจ้านายแล้ว หรือ คนใหม่ได้เงินเดือนเยอะกว่าตนเอง ก็เริ่มไม่พอใจคนใหม่แล้ว หรือ คนนั้นชอบไปหาเจ้านาย ชอบเข้าไปประจบเจ้านาย ก็จะเริ่มไม่พอใจคนๆนั้นขึ้นมาอีก ซึ่งจะเห็นว่า พฤติกรรมต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ดูเหมือนว่า คนอื่น เป็นคนที่ทำให้เราไม่พอใจทั้งสิ้น แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นความนึกคิด การเข้าข้างตนเอง และ ความต้องการของตนเองทั้งนั้น ที่ทำให้เกิดสภาวะที่ไม่ชอบคนอื่นทั้งนั้น ถ้าเรายอมรับตนเองได้ สร้างตนเองให้มีคุณค่าขึ้นมา และ เห็นคุณค่าของตนเอง ก็จะไม่มีคำว่า ไม่ชอบหน้าคนอื่น ครับ มีแต่จะบอกว่า ไม่ชอบพฤติกรรมของตนเอง ที่เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะทำให้ตนเอง ไม่สามารถพัฒนาตนเองได้ก้าวไกลกว่าที่เป็น... ผมขออธิบายเพิ่มเติมกับภาวะการณ์ทั้ง 3 ที่ยกมาว่า
ทำไมเจ้านายได้เงินเยอะแต่ทำงานน้อย - เป็นการเปรียบเทียบการทำงานของตนเอง กับ การทำงานของเจ้านาย เพราะตนเอง ย่อมมีความรู้สึกว่า ตนเองนั้นได้ทำงานจำนวนมาก วันๆอยู่กับงานที่ตนเองทำ แต่เมื่อเห็นเจ้านาย เดินไปเดินมา นั่งทำงาน ของเขาเองน้อยๆ หรือ มีเวลาไปทำนั่นทำนี่ ก็เลยคิดว่าเจ้านายทำงานน้อยกว่าตน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ อีกทั้ง เมื่อเกิดความรู้สึก เหล่านี้ขึ้น ก็จะมองว่า เจ้านายทำงานน้อยแต่กลับได้ค่าตอบแทนมากกว่าตนเองมากมาย ก็ยิ่งทำให้ตนเองมองว่าไม่เหมาะสม ความคิดเหล่านี้ กลายมาเป็นดาบที่ฟาดฟันตนเองให้รู้สึกไม่ดี และ ก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น แต่ตนเองกลับ ไม่รู้ความจริงว่า เจ้านายนั้น ทำงานรับผิดชอบอะไรบ้าง เขาอาจจะโดนต่อว่าจากการทำผิดพลาดของเรา เขาต้องรับผิด ชอบรายได้ของบริษัทฯ เขาต้องตัดสินใจในเรื่องที่ตัดสินใจยากๆ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เขาต้องทำเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนกลับมา มันเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะและความสามารถมากกว่าการทำงานประจำ แต่คนทำงานส่วนใหญ่กลับมองข้าม เพราะสภาวะการ ทำงานของคนทำงานระดับปกติ กับผู้บริหารนั้น แตกต่างกัน จึงมองไม่สามารถเห็นสภาพความเป็นจริงระหว่างกันได้ง่ายนัก
คนใหม่ได้เงินเดือนเยอะกว่าตนเอง - ที่ทำงานส่วนใหญ่มักรับคนใหม่เข้ามาแต่ได้เงินเดือนมากกว่าคนเก่า ซึ่งทำให้คนเก่า มีความรู้สึกที่ไม่ดี เพราะ คนเก่านั้นมีประสบการณ์การทำงานในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบมาก และ รู้จักสภาวะรอบข้างขององค์กร มากกว่าคนใหม่ ดังนั้น ความรู้สึกของคนเก่าทุกคนที่เจอสภาพแวดล้อมเหล่านั้น ก็จะอดคิดไม่ได้ว่า ทำไมคนใหม่ถึงได้ค่าตอบแทน มากกว่า ทั้งๆที่ตนเองมีความสามารถมากกว่า องค์กรที่ทำเช่นนี้ ส่วนใหญ่ต้องการคนมาทำงาน และ ต้องการดึงดูดคนใหม่ๆให้เข้า มาทำงานกับตนเอง โดยลืมนึกถึงคนเก่าๆไป ซึ่งอันนี้อาจจะต้องปรับวิสัยทัศน์ขององค์กร แต่ถ้าการจ้างคนใหม่คนนั้นมีสาเหตุ เช่น ประสบการณ์ของคนใหม่ในด้านต่างๆมีมากกว่า เขาเลยให้เงินเดือนมากกว่า หรือเปล่า ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับว่า คนใหม่คนนั้นมาใน ตำแหน่งงานใด แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ความรู้สึกของคนเก่าที่จะไม่ชอบขี้หน้าคนใหม่ ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ถ้ามองย้อนกลับมาดูที่ คนเก่าเอง อาจจะพบว่า คนเก่านั้นทำงานอย่างไม่ตั้งใจ อันอาจจะมีผลมาจากการทำงานซ้ำๆ ซากๆ ไม่ตื่นเต้นทำให้ ความกระตือรือล้นลดลง และ อาจจะทำได้ไม่ถึงมาตรฐานด้วยซ้ำ ซึ่งต้องปรับปรุงตนเองให้ดีก่อน ถ้าพบเหตุการณ์เช่นนี้ ผมมักจะให้คนเก่า ยิ่งต้องแสดงผลงานให้ปรากฎมากขึ้น และ ถ้าคนใหม่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ก็ต้องยิ่งสร้างผลงานของตนเองให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเริ่มมีคนมาให้เปรียบเทียบแล้ว และ ถ้าสามารถทำให้เจ้านายเห็นว่า ตนเองนั้นมีค่า มีความสำคัญมากกว่าคนใหม่ แต่ค่าตอบแทนกลับได้น้อยกว่า เมื่อมีผลงาน และ ชี้ประเด็นให้เจ้านายเห็นแล้ว ผมคิดว่า หัวหน้างานส่วนใหญ่จะยอมรับฟังและจะพิจารณาเรื่องค่าตอบแทนของคนเก่าครับ...
คนนั้นชอบเข้าไปประจบเจ้านาย - คนทำงานโดยปกติมักจะคิดว่า คนนั้นเข้าไปหาเจ้านายบ่อยๆแล้วต้องเข้าไปประจบเจ้านาย หากมีข้อพิพาก แล้ว คนที่เข้าไปหาเจ้านายเป็นฝ่ายถูก และได้รับการปกป้องจากเจ้านายแล้ว ยิ่งทำให้คนอื่นๆเชื่อมั่นว่า คนๆนั้นเข้าไป เพื่อประจบประแจง แต่คนพูดคำเหล่านี้ กลับกลายเป็นคนที่ทำผิดพลาดอย่างมหันต์ เนื่องจาก มองแต่คนอื่นว่า เขาเป็นอย่างนั้น เขาเป็นอย่างนี้ แต่ไม่ได้มองตนเองเลยว่า ตนเองนั้น ได้เข้าไปรายงานผลงานต่างๆ กับเจ้านายมากน้อยเท่าใด หรือ เข้าไปเพื่อขอคำแนะนำจากเจ้านายมากน้อยเท่าใด ซึ่งส่วนใหญ่คนที่บอกว่า คนนั้นขี้ประจบ นั้น มักเป็นคนที่ไม่ชอบรายงานเจ้านาย หรือ กลัวเจ้านายทั้งนั้น เจ้านายทุกคน ย่อมต้องการทราบถึงสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในองค์กร และ ต้องการให้งานต่างๆดำเนินไปอย่างไม่ผิดพลาด คนที่เข้าไปคุย เข้าไปขอคำปรึกษา ย่อมทำให้เจ้านายสามารถให้ข้อแนะนำ เพื่อนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ดังนั้น คนที่เข้าหาเจ้านายส่วนใหญ่เลยมีข้อผิดพลาดได้น้อยกว่า ดังนั้น จึงต้องปรับนิสัยคนที่ไม่เข้าหาเจ้านาย ให้เข้าหาให้มากๆ ด้วย
4. ให้แผ่เมตตาจิตให้กับคนที่เราไม่ชอบหน้า การแผ่เมตตาไม่ใช่แค่ทำแบบทางพระเท่านั้น การแผ่เมตตาที่ผมกล่าวถึง รวมถึงการมอบสิ่งที่ดีๆ ให้กับคนที่เราไม่ชอบหน้าด้วย เช่น มอบความปราถนาดี มอบความรู้ให้ มอบของขวัญให้ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะว่า ความคิดของตนเองนั้น ย่อมไม่หวังดีกับคนที่เราไม่ชอบหน้า ไม่อยากจะเสวนากับคนที่เราไม่ชอบหน้า ดังนั้น ทำให้ไม่สามารถทำ ใจกับเรื่องต่างๆเหล่านี้ ได้ ซึ่งการให้กับคนที่เราไม่พึงใจนั้น เป็นสิ่งที่ยากก็จริงอยู่ แต่ถ้าสามารถทำได้แล้ว จะส่งผลให้จิตใจของเรานั้น อ่อนโยนลง มีความคิดเห็นที่ถูกต้อง และ ปราถนาดีกับคนต่างๆได้มากขึ้น มองเห็นโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น แค่ทำได้เช่นนี้ ก็จะทำให้ใจเราสงบเยือกเย็นขึ้น และไม่กลุ้มใจกับการกระทำต่างๆของคนอื่นๆด้วย
5. มองหาจุดเด่นของคนที่เราไม่ชอบหน้า และ บอกกับตนเองว่า เขามีจุดเด่นเรื่องนี้เป็นประจำ เพราะการทำเช่นนี้ เท่ากับเราได้สร้าง แนวความคิดเชิงบวก ให้กับจิตใจเรา ทำให้เราพบว่า คนที่เราไม่ชอบหน้า ก็มีจุดดี ทำให้เราลดความเกรียจชังลดลง และ ทำให้ตนเองมองคน ในแง่ดี ทำให้เราปฏบัติตนเองดีขึ้น ทั้งนี้ การมองหาจุดเด่นของเขาต้องทำด้วยใจที่เป็นกลาง อย่าใช้การประชดประชัน เพราะจะยิ่งสร้างให้ตนเอง ไม่ชอบหน้าคนอื่นมากยิ่งขึ้น
6. ให้มองหาข้อดีจากการกระทำของเขาที่เราไม่ชอบ ว่าการกระทำเช่นนี้มีผลดีอย่างไรกับระบบงาน หรือ เขาทำไปเพื่ออะไร เพราะเมื่อเรามองเห็นว่าการกระทำเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดีแล้ว ย่อมเปลี่ยนแนวความคิดของตนเองได้ และ จะลดการไม่ชอบหน้าเขาไปได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคนที่เราไม่ชอบหน้าเป็นเจ้านายที่ชอบมาจู้จี้เรื่องงานของเราทุกวัน ทำให้เราทำงานอึดอัด และ รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง จนไม่อยากจะทำงานด้วย ถ้าเรามองในข้อดีของการที่เจ้านายจู้จี้เรื่องงานแล้ว จะเห็นว่า การจู้จี้เรื่องงานนี้ ทำให้เขาเรามองเห็นว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น ทำได้ตรงกับความต้องการของเจ้านายหรือไม่ ทำให้เรารู้ว่าเจ้านายกำลังต้องการสิ่งใด แต่ถ้าเกิดเจ้านายไม่จู้จี้เรื่องต่างๆเลย และ ไม่บอกไม่ว่าการกระทำใดๆของเราเลย แต่เมื่อถึงเวลาประเมิณผล กลับบอกว่า คุณทำงานไม่เป็น คุณทำงานไม่ตรงกับที่เขาต้องการ ผมว่าเหตุการณ์อย่างนี้ เป็นเหตุการณ์ที่คุณจะไม่อยากได้มากกว่า เพราะคุณไม่มีโอกาสที่จะแก้ตัวอย่างไรเลย แต่ถ้าเจ้านายที่จู้จี้ แสดงว่าเจ้านายสนใจในการทำงานของคุณ และ เอาใจใส่ในการทำงานของคุณ ซึ่งถ้าคุณสามารถบอก สามารถอธิบายการทำงานของคุณ และ ปรับการทำงานของคุณให้เข้ากับเขาได้แล้ว ก็จะทำให้คุณกลายเป็นคนมีผลงานได้อย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน
7. ต้องเพิ่มการสื่อสารระหว่างกันให้มากขึ้น เพื่อลดแรงกดดันระหว่างกัน ปัญหาส่วนใหญ่ของคนไม่ชอบขี้หน้ากันเพราะ ไม่ได้สื่อสารไม่ได้ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน หรือ องค์กรเป็นองค์กรที่มีแต่การนินทาซึ่งกันและกัน โดยไม่ได้เอาเหตุผลต่างๆมาเป็นองค์ประกอบ ดังนั้น การเพิ่มการสื่อสารระหว่างกันให้มากขึ้น จึงเป็นวิธีการลดความขัดแย้ง ของคนในองค์กรได้อย่างมาก การสร้างสภาวะในองค์กรให้มีการสื่อสารกันมากขึ้น ก็จะช่วยให้องค์กรมีความขัดแย้งกันน้อยลง การที่เราพยายามสื่อสาร หรือพูดคุยกับคนที่เราไม่ชอบหน้านั้น ก็จะมีผลเช่นเดียวกัน จะทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น เข้าใจการกระทำของเขามากขึ้น และ รับรู้สาเหตุต่างๆที่เขาทำเช่นนั้น และจะมีความรู้สึกที่ดีระหว่างกันมากขึ้น
8. วิเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์ตัวเขา และ วิเคราะห์สภาพการณ์รอบข้างระหว่างเรา เป็นประจำเพื่อจะได้รู้ถึงสภาวะของตนเองว่า กำลังคิดอะไรอยู่ และ เพื่อนคนนั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่ สภาพแวดล้อมใด ที่ทำให้เขาเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เมื่อเข้าใจตัวของเรา และ เข้าใจตัวของเขา ก็จะทำให้เรามีวิธีการจัดการ สภาวะแวดล้อมที่ไม่ดีออกไป และ สร้างสภาวะแวดล้อมระหว่างกันที่ดีๆ ได้
ถ้าสามารถทำได้ตามที่ผมกล่าวมาแล้ว จะสามารถอยู่กับทุกๆคนได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาทุกข์ใจ กับการที่จะอยู่ร่วมกับใครๆ เลย ปัญหาส่วนใหญ่ทีเกิดขึ้นระหว่างพนักงานนั้น ส่วนใหญ่แล้วมาจากการ ถือตัวตนของตนเองทั้งนั้น ถ้าลดการถือตัวตนของตนเองก่อน ที่จะให้คนอื่นลดการถือตนเองนั้น ก็เท่ากับเป็นการเปิดประตูความเข้าใจซึ่งกันและกันแล้ว และ เมื่อมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็จะทำให้สภาพแวดล้อม ระหว่างกันและกันดีขึ้น ทำให้สถานที่ทำงานดีขึ้น และ น่าอยู่ยิ่งขึ้น...
"เปลี่ยนแปลงตนเองก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น..."
บทความทั้งหมด
บทความใน At Office
การจัดตั้งกิจการ
พัฒนาความคิด... และจิตใจ
แนวคิดเชิงกลยุทธ์
ความสำเร็จ... อยู่แค่เอื้อม
เอาตัวเลขมาประยุกต์ใช้
สิ่งดีๆที่ได้มา...
ความคิดเห็นอื่นๆ
จากเมล์ที่ได้รับ...
[ Blog ล่าสุด / สมุดเยี่ยมเยือน ]
แนวคิดเชิงกลยุทธ์ผมเห็นคนในห้องสีลม แห่งพันทิป ตื่นตัวเรื่องกลยุทธ์ เลยกลัวว่า ความตื่นตัวนี้อาจจะทำให้เกิดผลเสียกับคนที่ยังไม่เข้าใจ แนวความคิดเชิงกลยุทธ์ อย่างถ่องแท้ แล้วไม่ได้เอาหลักการณ์ของแนวความคิดไปใช้ ซึ่งการเรียนการวางแผนเชิงกลยุทธ์ นั้น จำเป็นที่ผุ้เรียนควรจะรุ้เรื่องแนวความคิดเชิงกลยุทธ์ก่อน เพื่อจะได้ เอาไปปรับใช้กับการออกแบบแผนเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์โดยง่าย
ผมเคยคิดคำพ้องเกี่ยวกับแนวความคิดกลยุทธ์ที่รวบรวมได้ แต่ผมเขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง แต่ไม่รุ้ว่าใครยืมหนังสือเล่มนี้ไปแล้ว เลยไม่สามารถเอามาลงให้อ่านเพื่อสามารถมองภาพรวมได้ ดังนั้น ผมจึงเขียนบทความต่างๆใหม่ เพื่อรวบรวมแนวความคิดใหม่ และให้เพื่อนๆ ได้อ่านแนวความคิด และ อาจจะนำเอาไปประยุกต์ใช้งานกับชีวิตการทำงาน หรือ ธุรกิจส่วนตัวกันได้้บ้าง แนวความคิดกลยุทธ์ ก็คือ แนวความคิดที่ใช้ในการสร้างแผนกลยุทธ์ ทั้งหมดว่า คนที่คิดแผนเชิงกลยุทธ์นั้น มีแนวคิดในเรื่องต่างๆ หรือ มีแนวความคิดอย่างไรบ้าง ในการเอาความคิดลักษณะต่างๆ มาประยุกต์ให้เข้ากับกิจการ หรือ แผนงาน ซึ่ง แนวความคิดต่างๆนั้น มันเป็นเรื่องย่อย รายละเอียด ที่นักวางแผนกลยุทธ์ใช้กันอยุ่่เป็นประจำ หรือ ใช้มันอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อมีปัญหาหนึ่งเกิดขึ้น หากเอา เอาผู้บริหารมาแก้ไขปัญหา หรือ นักวางแผนกลยุทธ์ หลายๆท่านมาวางแผนในปัญหาเดียวกัน จะมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน หรือ แนวทางการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน บางกลุ่มอาจจะมีแนวความคิดเดียวกัน แต่บางคนกลับมีแนวความคิดที่แตกต่าง นั่นหมายถึง แนวความคิดเชิงกลยุทธ์นั้น มันขึ้นกับประสบการณ์ของนักวางแผนกลยุทธ์ และ ความถนัดในการใช้แนวความคิดเชิงกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน จากที่สัมผัสนักคิด หรือ นักวางแผนกลยุทธ์ รวมทั้ง เจ้าของกิจการหลายท่าน ผมพบว่า นักคิดแผนกลยุทธ์แต่ละท่าน ในการวางแผนหนึ่งๆจะใช้แนวความคิดไม่เกิน 5-6 แนวความคิด เป็นส่วนใหญ่ และนักวางแผนกลยุทธ์ส่วนใหญ่ ก็จะมีแนวความคิดพื้นฐานที่จะใช้เป็นประจำ 3-4 แนวความคิด ซึ่งไม่ได้มากมายอะไรเลยที่จะเรียนรุ้ว่า คุณมีแนวความคิดทางด้านใดบ้าง และ จะเอาแนวความคิดแต่ละแนว มาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร สิ่งต่างๆที่ผมจะพยายามถ่ายทอดนี้ เป็นแนวความคิด และ จากการรวบรวมข้อมูลทางด้านต่างๆ เพื่อแจงให้ท่านเห็นแนววิธีการคิด แนวความคิด และ การใช้งานแนวความคิดแต่ละแนวว่า ท่านควรจะเอาแนวความคิดเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างไร ซึ่งแต่ละเรื่องแต่ละแนวความคิด มันอาจจะไม่ใช่ของใหม่สำหรับคุณ ซึ่งบางทีคุณอาจจะใช้อยู่แต่อาจจะลืมไปว่า นี่ก็คือแนวความคิดที่คุณเคยใช้ทั้งนั้น ผมอาจจะแค่ทบทวนเพื่อให้ท่านได้นำเอามาใช้ได้มากขึ้นเท่านั้น... ก่อนจะคุยกันเรื่อง แนวคิดเชิงกลุยุทธ์ ต้องเข้าใจกันก่อนว่า ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้กลยุทธ์ได้อย่างเก่งกาจทุกคน ซึ่งคนที่จะใช้กลยุทธ์ได้ดี ควรจะต้องมีพื้นฐานทางความคิดด้านเหตุผล และ หากพัฒนาความคิดด้านเหตุผลไปจนถึงสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ข้างหน้าได้ด้วยจะยิ่งดี นอกจากความคิดด้านเหตุผลแล้ว ต้องมีพื้นฐานทางด้านการรับรุ้ความรู้สึก ซึ่งจะต้องพัฒนาจาก การรับรู้ความรู้สึกของตนเอง และ หากคนที่พัฒนาการรับรู้ความรู้สึกของตนกลายเป็น สามารถรับรู้ความรู้สึกของคนส่วนรวม ก็จะสามารถรับรู้เรื่องของคนได้มากขึ้น พื้นฐานความรู้ทั้ง 2 ด้านนั้น เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาให้เกิดได้ มันไม่ใช่พรสวรรค์เพียงอย่างเดียว ซึ่งมีการวิจัยแล้วว่ามันเป็นพรแสวงที่ต้องใช้ประสบการณ์และสภาวะแวดล้อมของแต่ละบุคคล หรือ อาจจะสร้างให้เกิดขึ้นได้ด้วยเช่นกัน การสร้างพื้นฐานทางด้านเหตุผล จนพัฒนากลายเป็นสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ข้างหน้านั้น จะมีการพัฒนาได้อย่างรวดเร็วจากคนที่มีพื้นฐานทางครอบครัวที่อบรมกันอย่างมีเหตุผล ส่วนการพัฒนาจากคนทั่วไปนั้น ต้องเริ่มจากการหาเหตุซึ่งทำให้เกิดผล หรือ ให้คิดว่า ผลเหล่านี้มีสาเหตุจากสิ่งใดบ้าง ซึ่งต้องอาศัยคำถามที่เป็นเหตุเป็นผลเพื่อสร้างให้มีแนวความคิดเหล่านี้ อย่างเช่น คำถามที่ว่า จงบอกวิธีการเดินของคนว่าเรามีวิธีการเดินอย่างไร? เป็นคำถามที่ดูเหมือนง่าย ก็แค่เดิน แต่ความเป็นจริงนั้น คนเราจะเดินได้นั้น วิธีการเดินของเราเป็นระบบ และมีเหตุมีผลของมัน ซึ่งคำถามนี้จะใช้ในการพัฒนาความคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอน และ ความคิดทางด้านเหตุผล โดยเราต้องเอาความรู้ความเข้าใจในสมัยเด็กมัธยม เข้ามาผสมเพื่ออธิบายสิ่งธรรมชาติของคนเรา... ลองเขียนบรรยายมาดูครับว่า คุณนั้นมีวิธีการเดินกันอย่างไร...? ส่วน การสร้างพื้นฐานทางด้านการรับรู้ความรู้สึกของตนเอง คนรอบข้าง หรือแม้แต่การพัฒนาไปเป็นการรับรู้ความรู้สึกของกลุ่มคนส่วนใหญ่นั้น คนที่สามารถพัฒนาทางด้านพื้นฐานนี้ได้ดี จะมาจากคนที่พยายามสังเกตุตนเอง สังเกตุคนรอบข้าง พยายามทำความเข้าใจตนเอง และ คนรอบข้าง จากนั้นก็เริ่มศึกษาพฤติกรรมของคนว่า อาการต่างๆที่แสดงออกมานั้น มีความหมายอย่างไร มีสิ่งซ่อนเร้นอะไรบ้าง คำพูด หรือ การเขียนต่างๆ นั้น กำลังสื่อในเรื่องใด มีเรื่องใดแอบแฝงอยู่ หรือ มีการสื่อสารทางด้านอื่นๆแอบแฝงอะไรมาบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการสังเกตุ ต้องหมั่นฝึกฝนถึงจะเกิดความชำนาญ หากคุณเป็นคนที่มีพื้นฐานทางด้านเหตุผล และ พื้นฐานทางด้านการรับรู้ความรู่้สึกของคนนั้น ก็จะง่ายกับการใช้แนวคิดเชิงกลยุทธ์แล้วครับ แต่ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณมีมากน้อยเพียงใด คุณก็จะสามารถพัฒนาและเริ่มเรียนรู้ได้จาก แนวความคิดเชิงกลยุทธ์ในแต่ละบท แต่ละตอน เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เมื่อคุณพยายามสร้างแนวคิดเชิงกลยุทธ์ให้กับตัวคุณให้มีมากขึ้น คุณจะเริ่มสะสมพื้นฐานทั้งสองนี้มากขึ้น ส่วนคนที่มีพื้นฐานทั้งสองนี้ ก็จะพัฒนาพื้นฐานนั้นขึ้นไปอีกลำดับหนึ่งทีเดียว... คิดเล่นๆ จงบอกวิธีการเดินของคุณว่า มีวิธีการเดินอย่างไร? อย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามหลักการณ์และเหตุผล เรื่องของการเดินนั้น
คนทั่วไป จะบอกว่า การเดินก็แค่ก้าวท้าวขวาและท้าวซ้ายสลับกัน... คนที่สร้างหุ่นยนต์เดิน 2 ขา อย่าง Honda จะไม่มีใครบอกหรอกว่า มันมีเพียงแค่นั้น เพราะว่า กว่าจะสร้างหุ้นยนต์ที่สามารถเดิน 2 ขาได้นั้น ใช้เวลามากกว่า 5 ปี... ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น... ก็เพราะว่า คนเรานั้น จำไม่ได้เวลาหัดเดินแรกๆ เพราะช่วงนั้นเราใช้สัญชาตญาณในการหัดเดิน แต่ความเป็นจริงนั้น การเดินนั้น ต้องเริ่มจากการยืนหรือ ทรงตัวจากขาให้ได้ การทรงตัวจากขาก็ต้องเริ่มจากการทรงตัวจากการนั่ง การจะนั่งให้ได้ ก็ต้องมีการพยุงตัวขึ้นมาก่อน เหล่านี้เป็นเหตุผลที่ต่อเนื่องกว่าจะหัดเดินได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนที่พวกเรากำลังเดิน แต่กว่าจะหัดเดินได้ บางคนใช้เวลาไม่นานนัก บางคนหกล้มเล็กน้อย ก็จะพยายามไม่อยากเดิน หรือ เป็นกลุ่มเด็กพวกเดินช้า เป็นต้น การทรงตัวเป็นพื้นฐานของการเดิน ดังนั้น หากสามารถทรงตัวได้ ก็ยังไม่สามารถที่จะเดินได้ เพระยังไม่รู้จักการถ่ายน้ำหนักของตัวให้อยู่ในเท้าซ้าย หรือ เท้าขวา... การถ่ายน้ำหนักตัวบนขาได้ ก็ใช่ว่าจะเดินได้ ต้องทรงตัวระหว่างการก้าวขา การทิ้งน้ำหนักตัว และ ต้องก้าวท้าวออกไป สลับสับเปลี่ยน ถ่ายน้ำหนัก ทรงตัว และ ทิ้งน้ำหนักลงขาอย่างเหมาะสม สิ่งเหล่านี้สัมพันธ์กันในระหว่างการเดิน แต่เนื่องจากคนเรามีการฝึกฝนตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ก็เลยไม่รับรู้ถึงความรู้สึกในช่วยวัยนั้น... เมื่อเดินได้ คนเราก็จะพยายามวิ่ง การวิ่ง คือการเดินอย่างเร็ว การทำวงจรของการเดินอย่างรวดเร็ว เริ่มมีการทิ้งน้ำหนักตัวอย่างเหมาะสม เพื่อจะให้ได้อาการวิ่งเกิดขึ้น เหตุเกิดจากปัจจัยเบื้องต้น เด็กอยากเดินเพราะเห็นผู้ใหญ่เดิน อยากทำตาม เด็กส่วนใหญ่ก็อยากจะทำตามผู้ใหญ่ คนที่ไม่เคยทำ ก็อยากจะทำแบบคนที่เคยทำแล้ว นี่ก็เป็นความคิดเชิงกลยุทธ์ที่เด็กอ่อนๆ ก็ยังมีกลยุทธ์ในการจัดการกับตัวเองเช่นกัน... คนที่เข้าใจการเดินมากที่สุด คือคนที่เดินแล้วสูญเสียการเดินไป ต้องฝึกกายภาพบำบัด ต้องใช้ทั้ง แรงกาย และ แรงใจในการฝึกฝน การที่ผมยกตัวอย่างการเดิน ก็เพราะ ผมอยากให้คุณๆทั้งหลาย ได้มองเห็นว่า การได้มาในสิ่งธรรมดาๆ ในชีวิต จริงๆ แล้ว มันต้องใช้แรงกายแรงใจทุ่มเทสร้างขึ้นมา ไม่ใช่แค่ฟังเพียง 2-3 ชั่วโมง ก็จะทำให้คุณสามารถกลายมาเป็นนักคิดเชิงกลยุทธ์ได้ แต่มันต้องใช้เวลา และการสั่งสมประสบการณ์ เหมือนกันฝึกกายภาพบำบัด หากคุณไมมีกำลังใจในการหัดเดิน คุณจะไม่สามารถเดิน หากร่างกายคุณไม่พร้อม คุณก็ไม่สามารถเดินได้เช่นกัน ดังนั้น การที่จะทำให้คุณสามารถเดินได้ในแนวทางเชิงกลยุทธ์นั้น จึงต้องทำให้คุณ เดินไม่เป็น แล้วเริ่มหัดเดินกันใหม่หมด คุณถึงจะเข้าใจ และ รู้ซึ้งแนวคิดเชิงกลยุทธ์ คำว่า แนวคิดเชิงกลยุทธ์ นั้นมันดูหรูไปสำหรับผม แต่ผมก็ต้องใช้ ผมขอแยกคำนี้ออกมาวิเคราะห์ให้ดูว่า ผมกำลังจะพยายามเขียนอะไรให้คุณอ่าน... (ซึ่งคำแปลต่างๆนั้น มาจากความเข้าใจของผม) แนว หมายถึง รอยทาง หรือ แนวทาง กล น่าจะมาจาก กลไก, กลลวง, หรือ เล่นกล แต่ความหมายโดยรวมแล้ว ก็หมายถึง การเป็นสิ่งที่ลึกลับ ไม่สามารถเดาได้ หรือ ดูเหมือนไม่มีเหตุผล ยุทธ์ ก็น่าจะมาจากคำว่า ยุทธวิธี ดังนั้น รวมๆทั้งหมดของกระทู้นี้ ผมจะบอกถึงวิธีการคิดในการหาแนวทางหรือวิธีการต่างๆเพื่อเป็นยุทธวิธีในการรบในสนามรบทางธุรกิ้จ ฟังดูหรูแต่ผมจะคุยแบบพื้นๆที่ชาวบ้านอ่านเข้าใจได้เท่านั้น... ดังนั้น ผมจะพยายามถ่ายทอดสิ่งที่เป็นธรรมชาติของคนที่มีแนวความคิดในด้านต่างๆ เพื่อให้คุณเข้าใจ โดยจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพย์หรูหรือ หรือ ภาษาต่างประเทศมากนัก และผมหวังว่า เพื่อนๆจะสามารถเข้าใจแนวทาง หรือวิธีการคิดเหล่านี้นะครับ... แนวคิดเชิงกลยุทธิ์ : แนวทางที่ 1 - สิ่งที่ตัวเองมี
การมองในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่นั้น จะเป็นการสังเกตุตัวตนของตัวเองว่า มีจุดเด่น หรือ จุดด้อย อะไรบ้าง ซึ่งก็ตรงกับการวางแผนกลยุทธ์ ของ SWOT Analysis ในส่วนของ S-Strengths จุดแข็ง และ W-Weaknesses หรือ จุดด้อย เรื่องการมองสิ่งที่ตัวเองมี หรือ สิ่งที่ตัวเองเป็น ถ้าเปรียบเทียบกับตัวเองของเรา กลายมาเป็น ธุรกิจ ก็จะมองไปถึงธุรกิจมีจุดเด่นในด้านใดจุดอ่อนตรงจุดไหน และ เมื่อมองเข้าไปในองค์ประกอบของธุรกิจ ก็จะต้องมองว่า ผู้ประกอบธุรกิจมีจุดเด่นจุดด้อยทางด้านใด แผนกแต่ละแผนกมีจุดอ่อน หรือ จุดแข็งทางด้านใด หัวหน้างานแต่ละคนเป็นอย่างไร ลูกน้องแต่ละคนเป็นอย่างไร ระบบงานแต่ละเรื่องมีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร การมองสิ่งที่ตัวเองมีนั้นมันเหมือนง่าย แต่การที่จะมองได้อย่างมีคุณภาพนั้น ต้องมองอย่างเป็นกลาง มองอย่างที่เป็นไปตามความเป็นจริง คนส่วนใหญ่รู้ว่าต้องมองอย่างไร แต่ก็จะมองเข้าข้างตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต้องฝึกในส่วนนี้ให้มาก ฝึกสังเกตุตัวเอง การกระทำ ระบบงานของตัวเอง หรือแม้นแต่ ความคิดของตัวเองว่า คิดในเรื่องนั้น อย่างนี้เป็นอย่่างไร และหากต้องเปรียบเทียบก็ควรจะเปรียบเทียบกับมุมมองมาตรฐานที่เป็นกลาง แนวคิดเชิงกลยุทธิ์ : แนวทางที่ 2 - สิ่งแวดล้อมที่มีรอบๆตัวคุณ
แนวคิดเชิงกลยุทธิ์ : แนวทางที่ 3 - มองหลายๆมุม
ถ้าจานกระเบื้องกำลังจะตกพื้น... เราสามารถสันนิษฐานได้ว่า จานอาจจะแตก หรือ จานอาจจะบิ่น หรือ จานอาจจะตกลงไปแล้วไม่เป็นอะไรเลย หรือ จานที่กำลังจะตกนั้นหากเราไปรับไว้ทันก็จะไม่มีปัญหาใดๆ จานกระเบื้องแตก... อาจจะเป็นเพราะ จากตกจากที่สูงลงมาที่พื้น หรือ กำลังล้างจานแล้วจานไปกระทบกันแล้วเกิดแตกขึ้น หรือ มีใครชนจานใบนี้จนแตก หรือ มีใครเอาจานกระเบื้องนี้ไปใส่ในตู้เย็นแล้วเอาออกมาใส่ในไมโครเวฟ หรือ จานมันแตกมาตั้งนานแล้ว ฯลฯ นี่เป็นการมองจาก เหตุ แล้วหาว่าผลนั้นมันมีได้หลากหลายทาง หรือ การมองจากผล แล้วเราสามารถคิดสาเหตุจากการเกิดได้หลายทาง การคิดเชิงกลยุทธ์ ก็เช่นเดียวกันต้องใช้แนวคิดในการมองหลายๆมุม จากเหตุอันเดียว หรือ รู้ผลสักเรื่องก็สามารถสันนิษฐานได้ว่า มันน่าจะเกิดจากเหตุใดบ้าง แล้วหาสิ่งแวดล้อม หรือองค์ประกอบเพิ่มเติมเพื่อทำให้เกิดความกระจ่างได้มากยิ่งขึ้น... ตัวอย่างเช่น จะขายน้ำผลไม้จะขายให้ใคร... เราต้องตั้งคำตอบหลายๆคำตอบขึ้นมาก่อน ว่า ขายให้ผู้หญิงที่ไม่ต้องการให้น้ำหนักเพิ่ม ขายให้กับคนที่รักษาสุขภาพ ขายให้นักเรียน ขายให้คนที่ทานผลไม้แต่ไม่มีเวลา เป็นต้น แต่หากองค์ประกอบของคำถามเพิ่ม เช่น มีสถานที่แล้วอยู๋ใกล้โรงเรียน... ก็จะต้องคิดกลับกันว่า จะขายน้ำผลไม้อย่าเดียวหรือ หรือว่าจะขายอย่างอื่นเพิ่ม เมื่อต้องการขายอย่างอื่นเพิ่ม จะขายอะไรเพื่อให้ตรงกับสถานที่ที่อยู้ใกล้โรงเรียนหละ อย่างเช่น ขายอาหารตอนเช้าหรือเย็น ขายขนม ขายของเล่น ทำร้านอินเตอร์เนทฯ ทำโรงเรียนกวดวิชาตอนเย็น ทำที่จอดรถรับส่งนักเรียน ทำโรงเรียนดนตรี เป็นต้น ซึ่ง เมื่อคิดแต่ละเรื่อง แต่ละจุดเพิ่มมากขึ้น ก็จะมีเรื่องให้แตกแขนงออกไปมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การหาหนทางในการจำกัดของการมองหลายมุมจึงต้องมีการให้น้ำหนักของแต่ละเหตุการณ์เพื่อใช้ในการตัดสินใจในการเลือกหนทางหนึ่งหนทางใด ในการเอามาประยุกต์เป็นต้นทางของการวางแผน แนวคิดเชิงกลยุทธิ์ : แนวทางที่ 4 - สร้างสมดุลของน้ำหนักในแต่ละเหตุการณ์ ชีวิตของคนเรานั้น แต่ละคนย่อมต้องการแต่ละสิ่งแตกต่างกันไป บางอย่างต้องการมาก บางอย่างต้องการน้อย อย่างเช่น เงินทองต้องการมากๆ การออกแรงเหนื่อยๆต้องการให้เกิดขึ้นน้อยๆ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นอีกแนวความคิดหนึ่งที่เอามาสร้างแผนเชิงกลยุทธ์ เพราะแน่นอน ไม่ว่าเหตุการณ์ หรือ ปัญหาใดๆก็ตาม ย่อมมีองค์ประกอบมากมาย บางคนใช้ใจในการวัด บางคนก็ใช้สัมผัสที่หก แต่นักวางแผนกลยุทธ์ จะให้น้ำหนักของแต่ละเรื่องออกมาว่า อะไรมีผลมาก อะไรมีผลน้อยเพื่อจะได้กำหนดให้เป็นรุปธรรม การทำงานในปัจจุบันก็เช่นกัน มีการประเมิณผลงานโดยใช้ KPI มาเป็นตัววัด ก็เนื่องจาก ต้องการวัดให้อยู่ในรูปธรรม หรือ สามารถตรวจสอบ ได้ ดังนั้น จึงกำหนดหัวข้อที่จะใช้ตรวจวัดขึ้นมาจากการคิดถึง สิ่งที่พนักงานต้องทำ ในแต่ละปีว่าต้องทำอะไรบ้าง จากนั้น ก็ต้องกำหนดน้ำหนักของความสำคัญของแต่ละงานว่า คุณจะให้น้ำหนักอย่างไร เพื่อให้เขาทุ่มทำงาน หรือ มุ่งประเด็นไปในทิศทางเดียวกับคุณ เมื่อถึงการประเมิณผล ก็เพียงให้คะแนนเพื่อเอาไปคูณกับน้ำหนักในแต่ละหัวข้องาน แล้วรวมผลรวมเหล่านั้นขึ้นมา ก็จะเห็นความแตกต่างของผลการทำงานของแต่ละคนอย่างเป็นรูปธรรม บางครั้ง แนวความคิดอาจจะให้น้ำหนักของแต่ละงาน โดยแบ่งแยกสิ่งต่างๆออกมาเป็น เหตุที่ทำให้เกิดเรื่องต่างๆขึ้น กับผลของเหตุนั้นๆ ซึ่งเมื่อสามารถแยกปัจจัยที่เป็นเหตุ และ อะไรที่เป็นผลได้แล้ว คุณก็จะเห็นว่า สิ่งที่เป็นเหตุ จะกลายเป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นสิ่งที่ทำทีหลัง แต่สิ่งที่เป็นผลพวงจากเหตุนั้น กลับเป็นสิ่งที่เราต้องทำ และต้องทำให้เสร็จ นี่กลายเป็นกับดักทางความคิดเพราะ คนทั่วไปจะพยามแก้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้า คนมีหน้าที่ตรวจสอบก็ตรวจสอบกันไป หรือ คนมีหน้าที่ป้อนข้อมูลก็ป้อนข้อมูลกันไป โดยไม่ได้ใส่ใจกับการแก้ไขจุดของปัญหา เมื่อมองไม่ออกว่า อะไรที่เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะเมื่อทำแล้ว ผลลัพท์ต่างๆนั้น ก็จะถูกแก้ไขไปด้วย ก็จะทำแต่สิ่งที่ต้องทำ ในปัจจุบัน จนทำให้ไม่ก้าวหน้าองค์กรไม่ประสบความสำเร็จก็มีมาก หรือทำให้ล้มเหลวทางด้านธุรกิจก๊เห็นกันได้มากมายเช่นกัน ดังนั้น การสร้างสมดุลของแต่ละสิ่ง ของแต่ละอย่างจึงจำเป็น และ จะสามารถเปลี่ยนนามธรรมให้กลายมาเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น หรือ สามารถมองทะลุไปถึง สิ่งที่ต้องทำ และสิ่งที่ควรจะทำ ว่าทำสิ่งไหนแล้วจะได้ผมได้ดีมากที่สุดกว่ากัน เริ่มต้นทำงานใหม่อย่างไรให้มีความสุขเริ่มต้นทำงานใหม่อย่างไรให้มีความสุข ... เป็นสิ่งที่คนเปลี่ยนงานต้องการทุกคน เพราะ การจากงานที่เคยทำมา ไม่ว่าที่เก่ามันจะดี หรือไม่ดีอย่างไร ก็จะมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูกกับที่ใหม่ เสมอๆ เวลาเข้าใกล้ที่จะออกจากงานเก่ามากเท่าไหร่ ยิ่งกังวลมากยิ่งขึ้น ... เขาจะรับเข้าทำงานจริงไม๊น๊อ.. ที่ทำงานใหม่จะดีอย่างเก่าหรือเปล่าน๊อ... ที่ทำงานเก่าจะด่าเราไล่หลังไม๊น๊อ.. สารพัดที่จะคิด คิดไป คิดมา คิดมาก อดหลับ อดนอน อีก.. ไปทำงานที่ใหม่ กลายเป็น หมีแพนด้า ไปเลย.... วิเคราะห์ สาเหตุ ของการคิดมากกันดีกว่า จะได้หาวิธีจัดการมัน
การสร้างแบรนด์ในทุกวันนี้นักธุรกิจสมัยใหม่ส่วนใหญ่ มุ่งประเด็นใน การสร้างแบรนด์ ของสินค้าไม่ว่าในประเทศ หรือต่างประเทศ และกำลังขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ หลายองค์กรให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์อย่างจริงจังและเป็นระบบ มากกว่าเพียงแค่การตลาดแบบเดิมๆ วิธีการสร้างแบรนด์ ถ้าคุยกันตามทฤษฎี อาจจะต้องให้ไปอ่านหนังสือที่มีอยู่ตามท้องตลาด แต่สำหรับผมนั้น การสร้างแบรนด์ มีหลักใหญ่ๆ อยู่ไม่กี่อย่าง ดังนี้...
1. สร้างสัญลักษณ์ตัวแทน สินค้า บริการ สถานที่ คน องค์กร หรือ แม้นแต่ความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นชื่อ สัญลักษณ์ที่เป็น Logo คำพูดกินใจสั้นๆ หรือแม้นกระทั่งสี และ การรับสัมผัสต่างๆ โดยสัญลักษณ์ตัวแทน สิ่งเหล่านี้ต้องจดลิขสิทธิ์เพื่อให้มีผลทางกฎหมายบังคับตั้งแต่เนิ่นๆ
คนเรานั้น จะจดจำภาพได้ดีกว่าตัวอักษร แต่สมองเราก็สามารถแปลตัวอักษรให้เกิดภาพและความรู้สึกได้ดีเช่นกัน ดังนั้น การที่เราสร้างให้ภาพหรือ Logo แทนสินค้าหรือบริการ นั่นหมายถึง เรากำลังสร้างตัวแทนเพื่อบ่งบอกถึงลักษณะของสินค้าที่เรามีอยู่ หรือ แม้นแต่ความรู้สึกที่กลุ่มเป้าหมายจะได้รับ ยิ่งเรามี สโลแกน ที่ทำให้ความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายมีความรู้สึกตามความเป็นจริง กับ สินค้าหรือบริการที่เราให้ได้ด้วยนั้น จะทำให้กลุ่มเป้าหมาย สามารถจดจำแบรนด์ของเราได้ง่ายมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น เห็นโลโก้ของ สวนสยาม ที่มีสไลเดอร์ มีคลื่นสีฟ้า ที่แตกต่างจากสระว่ายน้ำทั่วไป และยิ่งมี สโลแกนที่ว่า ทะเลกรุงเทพฯ ยิ่งทำให้ความรู้สึกที่เคยได้ไปเที่ยวที่สวนสยาม เกิดขึ้นในใจของเราได้มาก เวลาเราสร้างสัญลักษณ์ตัวสินค้าหรือบริการแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การนำไปจดทะเบียน ไม่ว่า คุณจะไปจดก่อน หรือ หลังเริ่มใช้งานก็ตาม แต่อย่าได้รอให้แบรนด์ของเรานั้น ได้รับความนิยมก่อนค่อยจด ไม่อย่างนั้น คุณอาจจะต้องเสียแบรนด์ หรือ สัญลักษณ์ของคุณไปชั่วชีวิต ทั้งๆที่เราสร้างมันกับมือก็ตาม...
หรืออย่าง Login ในพันทิป เราก็จะต้อง Register ก่อนการใช้งาน และก็จะกลายเป็นสัญลักษณ์ตัวแทน ผู้ใช้ Login นั้นว่า เป็นคนเช่นใด เวลาตอบกระทู้ คุณอาจจะมีความรู้สึกได้เลยว่า อย่างเช่น ชื่อ wbj นี่นะไม่เท่าไหร่ จะตอบสั้นๆ แต่ถ้า Wiboon Joong (wbj) ทำไมตอบยาวนัก (มีแต่น้ำ..) Login ของคุณ แบ่งกัน ก็สื่อความหมายถึงการแบ่งปันให้แก่กัน... หรือแม้นแต่ ชื่อที่เป็นสัตว์กินเนื้อบางชื่อ ไม่อยากเข้าใกล้ เพราะกลัวว่ามันจะกินเอา หรือเจอชื่อบางชื่อ ก็จะมีความรู้สึกว่า อ่านความคิดเห็นจากภาษาไทย ต้องเอาไปตีความหมาย หรืออาจจะต้องหาล่ามมาแปลเป็นภาษาไทยธรรมดา อีกทีถึงจะเข้าใจ เป็นต้น...
2. สร้างคุณค่าความประทับใจให้กับสัญลักษณ์ ควรจะกำหนดเป้าหมายของแบรนด์ว่า เมื่อเห็นแล้วคิดถึงอะไร
สิ่งนี้จะเน้นถึงความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญกับการตีความกับสัญลักษณ์ของเรา สินค้าและบริการจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างให้แบรนด์นั้นส่งผลกับความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างดี บางแบรนด์ มี Logo ที่ไม่สวยเท่าไหร่ เรียบง่าย แต่ทำให้รู้สึกว่า เป็นสินค้าคุณภาพ อย่างเช่น American Standard ทำให้เรารู้สึกว่า เป็นมาตรฐานของอเมริกา และ สินค้าของเขาก็ได้มาตรฐาน คุณภาพดี ซึ่งส่งผลให้กับ แบรนด์ได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างนี้เป็นต้น...
3. ทำการตลาดสินค้าโดยผ่านแบรนด์ แต่ต้องมีหลักการทำการตลาด เพื่อสนับสนุน แบรนด์ อย่างเช่น คุณภาพสินค้า ราคาของสินค้า ช่องทางของสินค้า หรือแม้นแต่ ความรู้สึกเป็นคนสำคัญที่มีสินค้านั้นๆ
คุณค่าทางด้านจิตใจของกลุ่มเป้าหมายนั้น มีค่ายิ่งสำหรับแบรนด์ ดังนั้น การทำการตลาดทุกครั้ง ต้องนึกถึงแบรนด์ด้วยว่า เรากำลังสร้างภาพลักษณ์ให้กับ สินค้าหรือบริการนั้น ได้ตรงกับความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ หรือว่า เราสร้างให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ในสิ่งที่เราอยากให้เขารับรู้ หรือ รู้สึกอย่างที่ต้องการได้หรือไม่ อย่างเช่น ปากการาคาแพงยี่ห้อต่างๆ ก็จะใช้กลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ให้แตกต่างออกไป การโฆษณา จะจับกับสื่อที่กลุ่มระดับบนเป็นผู้บริโภค อย่างเช่น หนังสือบนเครื่องบิน สนามบิน เป็นต้น ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ ความรู้สึกที่ดี และยิ่ง กลุ่มคนระดับสูงใช้มากเท่าใด ความรู้สึกที่ได้มาครอบครองก็จะทำให้รู้สึกว่า ตนนั้นเป็นบุคคลพิเศษกว่าคนอื่นๆ ซึ่งจะเห็นได้จากปากกาบนกระเป๋าเสื้อของผู้บริหารเป็นต้น ซึ่งถ้าคุณรู้ว่าต้นทุนการผลิตนั้นราคาเท่าใด แล้ว ราคาที่ขายกันนั้นราคาเท่าใด คุณจะบอกได้เลยว่า มูลค่าของคนสำคัญนั้นมีราคาแพงมากๆจริงๆ กับสินค้าที่ส่งเสริมทางด้านจิตใจอย่างนี้...
4. ทำให้กลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในทางที่ดี ในตำแหน่งที่ดีเหมาะสมที่สุดกับกลุ่มเป้าหมาย
เมื่อแบรนด์ออกสู่ตลาด ย่อมหนีไม่พ้นกับการสื่อสารให้ตรงกับแบรนด์ ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงการรับประกัน หรือ สัญญาที่ให้ไว้กับแบรนด์ ว่า กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้านั้นจะได้รับตามที่แบรนด์ได้สัญญาทางจิตใจ หรือ แม้นแต่คำกล่าวอ้างต่างๆ เพื่อเสริมให้ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์นั้น มีความรู้สึกที่แนบแน่นมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น หากโฆษณาไปว่า "ราคาที่ถูกกว่า..." ก็ต้องพยายามทำให้คำเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมา หากไม่สามารถทำได้ ก็จะทำให้ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์นั้นๆ มีความรู้สึกที่ลดน้อยค่าลงไปเรื่อยๆ ตามลำดับ จนไม่มีใครเชื่อกับภาพลักษณ์ก็เป็นได้... แต่ที่เหนื่อยที่สุด ก็คือ แบรนด์ที่ใช้กับการบริการ เพราะ แบรนด์นั้น จะฝังความรู้สีกส่วนใหญ่ลงไปกับ แบรนด์ ดีหรือไม่ดี จะมีการบอกต่ออย่างรวดเร็ว อย่างเช่น งานบริการนวดสมุนไพร ที่เป็นชื่อของดารา ก็ทำให้รู้สึกว่า เมื่อทำการนวดอบสมุนไพรของแบรนด์นั้นแล้ว จะทำให้ผิวขาวนวล ผ่อง ซึ่งมันก็เป็นเพียงความรู้สึกทางอ้อม แต่เมื่อมีการเปลี่ยนมือไปเป็นของคนอื่น ค่าลิขสิทธิ์สูงขึ้นมีการลดคุณภาพลง ทำให้มีผลทางตรงกับแบรนด์เช่นกันว่า ทำให้ภาพลักษณ์ผิดไป กลุ่มเป้าหมายก็เปลี่ยนไป
5. ตอกย้ำความรู้สึกที่ดี ให้กับแบรนด์ สร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นคำสัญญาที่ให้ บุคคลที่ดีเยี่ยม ภาพลักษณ์ หรือ แม้นแต่หัวใจของธุรกิจก็ตาม
การสื่อสาร หรือ โฆษณาประชาสัมพันธ์มีผลกับการตอกย้ำความรู้สึกของแบรนด์ทั้งสิ้น สินค้าหรือบริการดีๆมากมาย ลงทุนสร้างชื่อเสียงให้กับสินค้าและบริการไปด้วยเงินมหาศาล แต่ก็ต้องเงียบเหงาไปเมื่อเวลาผ่านไปมากขึ้น ความรู้สึกที่เคยรู้สึกดีก็ลดลง ซึ่งอาจจะต้องเสียเงินเพื่อสร้างชื่อเสียงกลับขึ้นมาใหม่ หรือ ต้องหาช่องทางใหม่ๆ อันเนื่องจากไม่มีการต่อเนื่องการตอกย้ำความรู้สีกที่มีต่อแบรนด์นั้นๆ ดังนั้น การสร้างชื่ออาจจะยาก แต่การรักษาชื่อเสียง และ ความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์นั้นๆ ยากกว่า ซึ่งต้องอาศัยเงินและ ปัจจัยต่างๆเป็นองค์ประกอบอย่างมาก
6. ตรวจวัดความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายกับแบรนด์ที่เราสร้างขึ้น เพื่อทำการบริหารแบรนด์ได้ตรงกับความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายต่อไป
การจะตอกย้ำความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายให้ถูกจุดนั้น เราควรจะศึกษาพฤติกรรม และความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายที่มีกับแบรนด์นั้นๆ ด้วย อย่าใช้ความรู้สึกของตนเองเป็นตัวตัดสินว่า คนอื่นคิดอย่างไร เพราะว่า ความรู้สึกของเจ้าของกิจการมักจะเข้าข้างสินค้าและบริการของตนเองอยู่เสมอ ดังนั้น การตรวจวัดความรู้สึกต่างๆจึงควรใช้งานวิจัย เพื่อทดสอบความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายว่ามีความรู้สึกเช่นใดกับแบรนด์ของเราจริงๆ อย่างเช่น ร้านสะเต๊กชื่อดังที่ขาย เนื้อย่างเป็นหลัก เมื่อทำการวิจัยแบรนด์แล้วพบว่า กลุ่มเป้าหมายไม่ได้ชื่นชมกับสินค้าหลักของตน แต่กลับไปชื่นชอบ สลัดบาร์ที่ตักได้ไม่จำกัด ซึ่งต้องเน้นการตลาดไปอีกทาง หรือ เปลี่ยนทัศนคติกับแบรนด์ไปอีกทาง เพื่อรองรับกับความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายเป็นต้น...
7. เมื่อแบรนด์อยู่ในใจกลุ่มเป้าหมาย ควรจะ สร้างส่วนขยายของแบรนด์ เพิ่มเพื่อสร้างความรู้สึกใหม่ๆให้กับกลุ่มเป้าหมาย ทำให้มีความรู้สึกที่ไม่จำเจกับแบรนด์เดิมๆ หรือ ภาพลักษณ์เดิมๆ และ ต้องตรวจวัดความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายกับ ส่วนขยายของแบรนด์ว่า มีผลกับกลุ่มเป้าหมายมากน้อยเพียงใด
แบรนด์บางแบรนด์จะกลายเป็นคุณลักษณะหลักๆของสินค้า หรือ บ่งบอกถึง บริษัทฯ ไป ดังนั้น การสร้างส่วนขยายของแบรนด์ จึงจำเป็นต้องมีเพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าทางจิตใจอีกมุมหนึ่ง หรือ เน้นในด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ อย่างเช่น TOYOTA จะนึกถึงรถยนต์ และ รถกระบะ ทันที แต่เวลาพุดถึง TOYOTA CAMRY ก็จะมีความรู้สึกว่าเป็นรถเก๋งที่ใหญ่กว่า TOYOTA CORONA หรือใกล้เคียงกัน และจะรู้สึกว่า TOYOTA COROLLA เล็กกว่า แต่ก็ใหญ่กว่า TOYOTA VIOS แต่ถ้าพูดถึง TOYOTA VEGO ก็จะกลายเป็นรถกระบะไป ซึ่งชื่อที่มาเสริมเหล่านี้แหละคือชื่อส่วนขยายของแบรนด์ โดยตัวมันเองก็อาจจะกลายมาเป็นแบรนด์ได้เองได้ด้วย...
8. ป้องกันไม่ให้แบรนด์ มีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดี และ ปรับปรุง ให้แบรนด์มีการตอกย้ำคุณค่าในรูปแบบใหม่ๆอยู่เสมอ ใช้การตลาดในการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทันสมัย
สินค้าบางสินค้ากว่าจะสร้างแบรนด์มาได้ใช้เวลานานหลายปี แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ผันผวน ความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้านั้น จะเปลี่ยนแปลงไปในทันที ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้มีให้เห็นมากมาย คนเราจะจดจำสิ่งที่ไม่ดีได้รวดเร็ว กว่าการจดจำในสิ่งที่ดีๆ ดังนั้น เมื่อมีเหตุเกิดขี้นกับแบรนด์ ต้องแก้เกมส์อย่างรวดเร็ว แต่หากไม่มีเรื่องอะไรมากระทบกับแบรนด์ ก็ต้องปรับปรุงและตอกย้ำแบรนด์อยู่เป็นประจำ เพื่อให้เขารู้สึกว่า แบรนด์นี้ทันสมัย และ เป็นสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายควรที่จะหาซื้อไว้
9. เมื่อมีสินค้าใหม่ บริการใหม่ ต้องพยายามทำให้สินค้าใหม่ หรือ บริการใหม่นั้น มีความรู้สึก หรือ สามารถผสานความรู้สึกที่กลมกลืนกับ แบรนด์เดิมให้ได้
เมื่อมีสินค้าใหม่ๆ หรือ บริการใหม่ๆ และ ยังใช้แบรนด์เดิมๆ ต้องพยายามผสมผสานความรู้สึกเดิมๆของลูกค้า กับคุณสมบัติของสินค้าใหม่ หรือ บริการใหม่ ให้มีความรู้สึกที่ใกล้เคียงกัน อย่าแตกต่างกันมาก ซึ่งหากจะต้องการสร้างให้แตกต่างกัน ก็ควรสร้างเป็นแบรนด์ใหม่ไปเลยเพื่อใช้ในการขยายตลาดอื่นๆไปได้อีก...
10. นำแบรนด์เข้าสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ หรือ ตลาดใหม่ๆ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายใหม่ รู้จัก โดยใช้ฐานเก่าเป็นตัวสนับสนุน
แบรนด์ใดๆ ย่อมมีกลุ่มเป้าหมายของตนเอง แต่ในบางครั้ง กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์อาจจะสามารถขยายออกไปได้ อย่างเช่น การขยายออกสู่ต่างประเทศ เป็นต้น อย่างเช่น กระทิงแดง หรือ วัวแดง ก็ขยายกลุ่มเป้าหมายของตนเองออกไป ไปสุ่ตลาดใหม่ แต่ก็ยังมีตลาดในเมืองไทย และไม่ได้ทิ้งลูกค้าเก่าเพราะเป็นฐานลูกค้าที่ดี และ เงินส่วนใหญ่ก็มาจากลุกค้าในเมืองไทย ตัวอย่างของการทอดทิ้งฐานลูกค้าเก่า แล้วต้องการไปหาฐานลูกค้าใหม่ โดยไม่ใยดีกับฐานลูกค้าเก่า ก็มีให้เห็น อย่างเช่น กาแฟในปั๊ม เป็นต้น...
การสร้างแบรด์ที่ผมกล่าวมานี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลที่คุณ แบ่งกัน ถามความคิดเห็นผมในบล๊อกเท่านั้น มันอาจจะไม่ตรงกับทฤษฎี แต่ผมก็อยากจะอธิบายแค่ความรู้สึกถึงวิธีการสร้างแบรนด์ที่มีอยู่ในหัวผมในตอนนี้เท่านั้น... สร้างไฟในการทำงานเมื่อเริ่มเข้างานใหม่ ดูเหมือนทุกคนมีไฟในการทำงานกันทั้งนั้น มันเหมือนยังมีพลังไฟเต็มเปี่ยมที่จะผลัดดันให้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน อยากเรียนรู้ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง อยากรู้ว่างานแต่ละงานนั้นเป็นอย่างไร อยากรู้ว่างานที่เชื่อมไปให้กับคนอื่นนั้น เขาทำอย่างไร เขาต้องการอะไร ทุกอย่างมันดูใหม่ สด ซึ่งทำให้เกิดไฟในการทำงาน และ อยากที่จะเรียนรู้อย่างมาก แต่เมื่อทำงานไประดับหนึ่ง ความกระตือรือล้นในการทำงานจะเริ่ม ถดถอยลง อันเนื่องจาก ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ต้องทำแล้ว เริ่มรู้ตารางเวลาของตนเองแล้วว่า ต้องทำอะไรบ้าง เริ่มมีเพื่อน ชวนคุย ชวนเล่น เริ่มมีกิจกรรมระหว่างกันมากขึ้น บางครั้งโดนการกดขี่ ทำงานหนัก หักโหม เป็นปีๆ แต่ผลกลับไม่ได้ดั่งที่คาดหวัง ทำให้เกิดอาการท้อแท้กับระบบ และ เจ้านาย ซึ่งก็จะเป็นกับคนเก่งๆในองค์กร หรือ คนที่เป็นหัวใจหลักขององค์กร หากพวกเขาหมดไฟแล้ว องค์กรอาจจะอยู่ในขั้งวิกฤติได้ ยิ่งทำงานนานขึ้นเท่าใด ก็จะรู้สึกว่า งานเหล่านั้นเป็นงานที่จะต้องทำประจำ อาจจะต้องทำทุกวัน ทำทุกสัปดาห์ ทำทุกเดือน ทำทุก 3 เดือน หรือ ทำทุกปี ซึ่งงานเข้าที่เข้าทาง ใช้เวลาทำงานไม่นานหรอก งานก็ทำแต่แบบเดิมๆ งานที่ทำดูเหมือนไม่ก้าวหน้า เงินเดือนก็ขึ้นน้อย ปรับตำแหน่งก็ไม่ปรับให้ เสนองานอะไรไปเจ้านายก็ไม่ยอมทำ อยากรับคนเพิ่มเจ้านายก็ไม่ให้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความรู้สึกที่ดีต่องาน เริ่มถดถอยลง จนคิดแต่ว่า ทำงานประจำให้เสร็จๆกันไปก็ใช้ได้แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณของการ หมดไฟในการทำงาน คนในอดีตเปรียบเทียบ ไฟ ให้เหมือนกับ ความมุ่งมั่นในการทำงาน หรือ ความอยากที่จะทำงาน ซึ่งผมคิดว่า คนในอดีตช่างสังเกตุ และ เปรียบเทียบได้อย่างเหมาะสมมากๆ ซึ่งถ้าอยากจะสร้างไฟในการทำงานให้เกิดขึ้นแล้ว คุณควรจะมองให้เห็นสภาพความเป็นไปของไฟให้เข้าใจเสียก่อน ธรรมชาติของไฟนั้น ตอนเรียนวิทยาศาสตร์สมัยเด็กๆ เขาบอกว่ามันมี 2 สิ่งคือ สิ่งที่ทำให้ติดไฟ เช่น ไม้ กระดาษ น้ำมัน เป็นต้น กับ สิ่งที่ช่วยให้ไฟติด คือ ก๊าซอ๊อกซิเจน กับ สิ่งมากระตุ้นเพื่อให้เกิดความร้อนในการเผาไหม้ด้วย ในโบราณกาล เรารู้จักจุดให้ไฟติดกันมาแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่การใช้ไม้มาปั่น ขัดสี โดยใช้สำลีเพื่อมาเป็นตัวติดไฟ และ ค่อยๆ เริ่มใช้หินไฟ มากระเทาะซึ่งกันและกัน เพื่อเกิดประกายไฟ และ ก็เริ่มมี ไม้ขีด จนมาถึง การใช้ไฟฟ้าในการจุดไฟกันแล้ว เมื่อเข้าใจว่า ไฟ นั้นจะมีได้อย่างไร ต้องการอะไรบ้าง ผมก็จะขอเปรียบเทียบให้เข้ากับ การทำงานละกันครับ จะได้มองภาพได้ชัดว่า คนไทยโบราณมีความคิดที่ลึกซึ้ง และ เข้าใจธรรมชาติทั้งธรรมชาติของไฟ และ การทำงานได้อย่างลงตัว หากต้องการสร้างให้เกิดไฟในการทำงาน ต้องเพิ่มเชื้อฟืนเข้าไปให้มากขึ้น นั่นหมายถึง หากคุณเริ่มหมดไฟ คุณต้องหางานอะไรใหม่ๆทำ เพื่อให้เกิดความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา การมองหาวิธีการทำงานใหม่ๆไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากจะทำมันก็มีหลักการณ์ที่จะสามารถหางานใหม่ๆทำได้ ด้วยการหาจุดบกพร่องของแต่ละจุด แล้ว หาทางกำจัดจุดบกพร่องเหล่านั้น หรือ พัฒนาจุดเหล่านั้นให้ดีมากขึ้น ลดข้อผิดพลาด เพิ่มคุณภาพของสินค้า อะไรทำนองนี้ ผมเคยเขียนตอบเพื่อนๆในห้องสีลมไว้นานแล้ว หากจะทบทวนสามารถอ่านได้ใน "ทำอย่างไรจึงจะสร้างสรรงานออกมาได้" ซึ่งมันก็เหมือนกับเราต้องหาฟืนเพื่อมาจุดไฟ เราก็ต้องหางานเพื่อมาสร้างให้ไฟในการทำงานนั้น สามารถลุดโชติช่วงขึ้นให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะสามารถ บางคนเกิดปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย หรือ ลูกค้า ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ไฟในการทำงานหมดลง อย่างเช่น เบื่อเจ้านายไม่ยอมปกป้อง เพื่อนร่วมงานไม่ช่วยกันทำงานเลย หรือแม้นแต่ลูกค้าขาใหญ่ จู้จี้ขี้บ่นเปลี่ยนงานบ่อยๆ ทำให้เจ้านายตำหนิ ซึ่งสภาวะแวดล้อมไม่อำนวย ทำให้เกิดการปิดกั้นตัวเองเกิดขึ้น เมื่อมีการปิดกั้นตัวเองจากสภาวะแวดล้อมมากขึ้น จะทำให้ความรู้สึกที่อยากจะทำงานลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อตนเองและความก้าวหน้าในการทำงาน ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย หรือ แม้นแต่ลูกค้า ก็ควรที่จะทำความเข้าใจซึ่งกันและกันให้มากที่สุด หรือ แม้นแต่เกิดการทะเลาะกับเพื่อนร่วมงานด้วยแล้ว ก็ต้องไกล่เกลี่ยสิ่งต่างๆที่มันจะค้างคาใจนั้นให้ออกไปให้เร็วที่สุด โดยการพูดคุย ปรึกษา ซึ่งกันและกัน เพื่อถามเหตุและผล หรือ หาคนกลางมาไกล่เกลี่ย หรือ อย่างน้อยก็อาจจะต้องทำใจ แล้ว มองโลกในแง่ดี ให้อภัย แล้วทำตัวให้เหมือนเดิม... บางคนก็คิดว่า ได้เงินน้อยกว่างานที่ทำให้ หรือ บางคนมีข้อข้องใจเกี่ยวกับรายได้ของตนเอง เมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงาน ว่า ทำงานก็มากกว่า แล้วทำไมได้เงินน้อยกว่า ก็เป็นตัวที่ทำให้ไฟในการทำงานมอดลงไปได้เช่นกัน จนบางบริษัทฯ ต้องออกกฎห้ามไม่ให้บอกเงินเดือนกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าจะระดับใด อันเป็นการป้องกันความรู้สึกที่ไม่ดีที่จะตามมา แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนธรรมดาทั่วไปอยากรู้ถึงรายได้ของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งห้ามยากมาก แต่การรับรู้แล้ว ทำให้ไม่มีจิตใจในการทำงาน จะยิ่งทำให้ ผลงานของคุณนั้น ย่ำแย่ลง และ ไฟการทำงานก็จะมอดดับไปด้วยซ้ำ การที่มีไฟ มีเชื้อไฟ ก็ต้องมีอ๊อกซิเจน ที่จะช่วยให้ไฟติด ซึ่งก็เหมือนกับ ปัญหาที่เกิดจากตัวเราเอง และ สิ่งแวดล้อมในการทำงาน ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้การทำงานของเราดีขึ้น หากเราสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้ดี ไม่มีการขัดแย้ง หรือ มีน้อยที่สุด ก็จะเป็นตัวขับที่ดีที่จะทำให้เราหมดไฟในการทำงานช้าลง เมื่อถึงจุดนี้สรุปได้ว่า หากคุณต้องการเพิ่มไฟในการทำงานให้กับตัวคุณ คุณต้องหาเชื้อไฟที่จะทำให้คุณต้องใช้ความคิด ต้องใช้การเรียนรู้ หรือ หางานใหม่ๆทำ เพื่อสร้างให้คุณมีใจในการทำงานมากขึ้น และ สร้างสภาพแวดล้อมของคุณให้เหมาะสมกับการทำงานของคุณ ลดความขัดแย้ง และ สร้างให้ความคิดมุ่งอยู่กับการทำงาน จะทำให้ไฟที่คุณได้จุดขึ้นกับการทำงานใดๆนั้น สามารถอยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือ จนกว่าจะงานเสร็จสิ้น แล้ว ก็ต้องวกกลับไปหาเชือ้ไฟใหม่ๆ ซึ่งมันก็จะกลายเป็นวัฏจักรในการสร้างสรรงาน เมื่อทำอย่างนี้ ผลงานก็จะเกิดขึ้น แล้ว ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็จะมาเอง ซึ่งแน่นอน สิ่งที่ตามมากับหน้าที่ก็ย่อมหนีไม่พ้นถึงผลตอบแทนที่มากขึ้นตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ... หวังว่าทุกคนที่ได้อ่านจะสามารถสร้างไฟในการทำงานให้คงอยู่ได้ตลอดเวลานะครับ... มีงานเสี่ยงกับชีวิต ใครอยากจะไปทำบ้าง...ถ้าผมถามคุณว่า งานเสี่ยงกับชีวิต คุณจะทำไม๊...? หลายคนจะตอบว่า "ไม่" และหลายคนก็อาจจะงงกับคำถามว่า ผมหมายถึงอะไร... ถ้าคุณมองรอบๆ ข้างๆตัวคุณ คุณจะเห็น... ตามอ่านต่อที่นี่ครับ... A Job to Risk your Life. Want to give a try?
ผมจบแค่ ป.4...ทำไมต้องเป็นด๊อกเตอร์...? แค่สัจจะธรรมแค่นี้นะครับ ผมคิดว่า มันต่างกันตรงไหน ในเมื่อทุกคนก็ยังเป็นคน...อยู่เหมือนเดิม... ผมนับถือคนๆหนึ่งที่เขาเรียนจบปริญญาเอก แต่ไม่เคยใช้คำว่า ด๊อกเตอร์ นำหน้าเลย กลับพูดคุยเหมือนคนธรรมดา แถมเขาบอกว่า เขาจบแค่ ป.4 แล้วเขาก็อธิบายสิ่งที่ผมเขียนข้างต้นนั้นให้ผมเข้าใจ ว่า คนเราก็ยังเป็นคน ความรู้และสิ่งที่เรียนมา ไม่ได้สร้างให้เขาเป็นผู้วิเศษ เพียงแต่ทำให้เขารู้มากขึ้น ดังนั้น เขาจึงชอบเป็นคนธรรมดา มากกว่า ด๊อกเตอร์ เขารู้ว่า ความสามารถของคนจบ ป.4 บางคนเก่งกว่าเขา เขารู้ว่า คนจบด๊อกเตอร์ ไม่ใช่คนที่เก่งเสมอไป และ เขาบอกผมว่า คุณจะเป็นอะไรก็ได้ในสิ่งที่คุณเป็น ตราบเท่าที่คุณรู้ว่า คุณเป็น ไม่จำเป็นต้องไปยกตัวข่มใคร ไม่จำเป็นว่าจะต้องประกาศอะไรออกมา คุณก็ยังรู้ว่าคุณเป็น เมื่อใดที่คุณพยายามให้คนอื่นรับรู้... เมื่อนั้น คุณนั่นแหละที่จะร้อนรุ่มในใจ... ไม่มีวันสงบ ใครว่าเราทำงานที่ไม่ได้สร้างผลกำไรให้บริษัทฯ...คนทำงาน ก็ทำงานทุ่มเทให้กับงาน มีงานมาก็ทำให้เต็มความสามารถ ทำให้งานมีคุณภาพดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ มีงานเข้ามา ก็ทำ ทำ ทำ ให้มันเสร็จ แต่เนื่องจากบางหน่วยงาน เป็นหน่วยงานที่ไม่ได้ทำกำไรให้กับบริษัทฯ ดังนั้น จะให้ไป ชูคอ เสนอหน้าอย่างไร ก็ไม่มีผล... มีคนอีกมากมายที่คิดอย่างนี้.. แต่ผมกลับคิดต่างออกไป
กำไร หรือ ขาดทุน = รายได้ – ค่าใช้จ่าย
ขอยกตัวอย่าง แผนกจัดซื้อ เมื่อมีใบสั่งซื้อ เข้ามา ก็เริ่มจัดแจงให้ Supplier ส่งใบเสนอราคามา หาซื้อเข้ามา ไปเดินที่นั่นที่นี่บ้างเพื่อดูว่าราคาเท่าใด กว่าจะได้ของมาสักอย่างที่ทำให้ถูกใจคนสั่ง หรือ ทำให้คนสั่งพึงพอใจได้นั้น รวมทั้งราคาต้องไม่แพงมากนักมันยากแสนยาก คนสั่งบางคนก็ประเภทระบุสเป๊คมาเลยว่า ต้องเป็น IBM + Intel + … ที่ระบุมาก็คือรุ่นที่ใหญ่ที่สุด เร็วที่สุด ดีที่สุด แพงสุด ระบุมาอย่างไร หากจัดซื้อจัดหาให้อย่างนั้น ดูแล้วง่ายจะตายไป แต่หากจัดซื้อที่มีคุณภาพ จะต้องเลือกสรร พร้อมทั้ง จำกัดการใช้จ่ายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ เบื้องหลังการทำงานต่างๆเหล่านี้นั้น ประเด็นสำคัญจริงๆของบริษัทฯ คือต้องการฝ่ายจัดซื้อทำตามความต้องการของคนสั่งซื้อ หรือ เพื่อประหยัดให้กับบริษัทฯ พื้นฐานของบริษัทฯ ทุกๆบริษัทฯ คือต้องการได้กำไรมากที่สุดจากธุรกิจ ซึ่งเมื่อมองถึงคำว่ากำไรแล้ว จะเห็นสูตรตายตัวคุ้นหูคุ้นตากัน คือ จากกำไรของบริษัทฯ ก็จะส่งผลให้ ความเป็นอยู่ของบริษัทฯดีขึ้น พนักงานก็จะมีเงินเดือน และ สวัสดิการดีขึ้น ความมั่นคงในหน้าที่การงานของพนักงานก็มีมากขึ้น มันเป็นผลย้อนกลับมาถึงพนักงานทุกคนในบริษัทฯ และเจ้าตัว “กำไร” นี่ ในความเป็นจริงแล้ว มาจากทุกๆส่วน ทุกๆแผนก ไม่ใช่ได้มาจาก ฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย หรือ พนักงานตัวแทนขาย เพราะคนกลุ่มนี้ เป็นเพียงคนที่หา “รายได้” ให้กับบริษัทฯ ซึ่งเป็นหนทางแรกที่จะเห็นว่า จะมี “กำไร” เพิ่มเท่านั้น แต่จากสูตรพื้นฐาน จะเห็นว่า “ค่าใช้จ่าย” ก็มีผลถึงกำไรด้วยเช่นกัน หาก การขายหรือการตลาดทำยอดขายและรายได้มากมาย แต่รายจ่ายก็โตเกินกว่ารายได้ขึ้นมาหละ คำว่า “กำไร” ก็จะกลายเป็น “ขาดทุน” ในทันทีเช่นกัน และนี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน... การลดค่าใช้จ่าย หรือ “Save Cost” ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องได้ยินอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นแผนกใด หรือ ส่วนใดๆก็ตาม มันเป็นผลสืบเนื่องมากจากสูตรสมการสั้นๆด้านบนเช่นกัน และ ค่าใช้จ่ายก็เป็นสิ่งเดียวที่ทุกแผนกทุกส่วน มีเหมือนกัน บางคนอาจจะแย้งว่า จำเป็นต้องใช้ไม่สามารถลดได้... ผมก็เห็นด้วยว่าต้องใช้ แต่การใช้อย่างมีเหตุมีผล หรือ ใช้เท่าที่จำเป็นนั้น หลักการใช้จ่ายที่น่าจะดีที่สุดในความคิดเห็นของผมมีดังนี้ ใช้จ่ายแล้วสามารถมีรายได้เข้ามา หรือ เพิ่มมากขึ้น การได้รายได้เพิ่มจะมาจาก การทำสินค้าได้มากขึ้น การบริการได้มากขึ้น ดีขึ้น ซึ่งจะมีผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งการใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้นี้เป็นหลักการเดียวที่สำคัญที่สุด ในการใช้จ่ายเงินโดยทั่วไปของธุรกิจ ไม่มีใครที่ต้องการลงทุนไปแล้วไม่มีผลกำไรออกมา อาจจะไม่ได้มาทางด้านตัวเงิน แต่อาจจะกลับมาทางด้านชื่อเสียง หรือ เกรียติยศ ก็ได้ อย่างเช่น แผนกการตลาด ทำโฆษณาออกไปเพื่อทำให้บริษัทฯมีตำแหน่งทางการตลาดที่ดีขึ้น หลักใหญ่จะไม่ได้อยู่ที่การขายสินค้าหรือบริการ แต่เป็นการสร้างให้บริษัทฯเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป มีชื่อเสียงที่ดีขึ้น เป็นต้น ใช้จ่ายแล้ว สามารถลดค่าใช้จ่ายทางด้านอื่นได้มากขึ้น เมื่อคำนวนขึ้นมาแล้วคุ้มค่าต่อการจ่ายไป เช่น การซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อมาจัดเก็บข้อมูล ทำบัญชี หรือ ประมวลผลข้อมูลต่างๆ แทนการใช้คน ซึ่งจะทุ่นแรงงานได้มาก และ ลดค่าใช้จ่ายทางด้านบุคคลากรลงด้วย ซึ่งจะเห็นว่า บริษัทฯ ที่มีมุมมองที่กว้างไกล จะมุ่งเน้นทางด้านระบบคอมพิวเตอร์ หรือ ระบบการจัดการที่มีคุณภาพ เป็นการลงทุนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในอนาคตทั้งสิ้น.. ใช้จ่ายเพื่อสร้างให้เกิดคุณค่าทางจิตใจ สามารถผูกมัดจิตใจได้ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้แก่ การจัดพาพนักงานไปพักผ่อน การให้ค่าทำศพ หรือ การกุศลต่างๆ การเลี้ยงพระประจำปี การจัดงานปีใหม่ การแจกทองให้กับผู้ทำงานครบ 5 ปี 10 ปี เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่ต้องจ่ายเพื่อให้เกิดความผูกพันธ์ทางใจ ทำให้พนักงานมีกำลังใจ หรือ อยากอยู่กับบริษัทฯไปนานๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลให้กับคุณภาพของสินค้าและบริการด้วยเช่นกัน แต่นั่นแหละ หลักการใช้จ่ายข้างต้นนั้น ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจว่าหากเห็นสมควรที่ต้องจ่ายก็จ่าย หากไม่ได้ส่งผล หรือ ส่งผลทางตรงข้ามจากข้างต้นแล้ว ก็ให้งดการจ่ายนั้นไป หากทุกส่วนทำได้ ก็จะทำให้บริษัทฯได้กำไรมากขึ้น แต่บางท่านอาจจะเห็นว่า มันก็ไม่มีค่า ไม่มีผลงานอะไรเพิ่มขึ้นมา ในสายตาหัวหน้างาน หรือ เจ้าของ แล้วจะให้ทำอย่างไรดี... เรื่องทั้งหมดอยู่ที่ การสื่อสารให้เจ้านาย หรือ เจ้าของให้รับทราบถึงแนวทางการตัดสินใจว่าทำสิ่งใดไป ในปัจจุบัน คุณอาจจะ e-Mail หรือ คุณชี้แจงให้เจ้านายหรือเจ้าของโดยตรง ถึงแผนงานไปให้เพื่อให้เขารับทราบถึงผลที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมได้ มีการเปรียบเทียบ การใช้จ่ายแบบเก่าๆ กับการใช้จ่ายลักษณะใหม่ที่เราจะทำนั้น มีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันเท่าใด มีผลดี ผลเสียอย่างไรบ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะสนับสนุน และ จะทำให้คุณได้คิดอีกรอบถึงผลกระทบต่างๆได้เป็นอย่างดี และการทำอย่างนี้ ก็จะส่งผลให้เป็นผลงานของคุณได้เช่นกัน เห็นไม๊ครับว่า ไม่จำเป็นว่าคุณต้องอยู่ฝ่ายการตลาด หรือ การขาย คุณก็จะสามารถทำกำไรให้กับบริษัทฯ ได้ โดยเพียงหาวิธี และ แนวทาง ในการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า แจ้งให้เจ้านายรับทราบถึงวิธีการทำ วิธีการคิดเพื่อให้บริษัทฯ ลดค่าใช้จ่าย ซึ่ง ผมคิดว่า อย่างน้อยก็ต้องมีผลดีอะไรบางอย่างจะเกิดกับคุณเช่นกัน ขอให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานกันทุกๆคนนะครับ... [ บทความทั้งหมด ] เจ้านายจู้จี้เบื่อจริงๆเลย เจ้านายทำไมช่างจู้จี้ขึ้บ่นจังเลย เช้ามาก็บ่นเรื่องมาทำงาน มาสาย สายหน่อยก็ตามงาน เที่ยงก็เหมือนจะจับผิดว่าไปกินข้าวเราออกเร็วกลับสายกว่าที่กำหนดหรือไม่ ตอนบ่ายก็ตามงานที่สั่งอีก แล้วก็มาจ้องๆมองๆตอนกลับบ้านว่า กลับก่อนเวลา หรือไม่อีก.. โอ๊ย.. ทำไมนะทำไม ทำไมเจ้านายถึงเป็นแบบนี้กัน...
คำสบถเหล่านี้สามารถพบได้กับพนักงานทุกระดับเลย ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการ หัวหน้างาน หรือ แม้นแต่พนักงานทั่วไป ถึงแม้นว่าจะไม่เหมือนข้างต้น แต่ก็จะบ่นเรื่องหัวหน้างานที่เป็นหัวหน้างานโดยตรงกัน จนบางครั้งดูเหมือนว่าการพูดถึงเจ้านายนั้นเป็นเรื่องที่ชื่นชอบ และ สามารถคุยกันได้นานสองนานจริงๆ แต่วันนี้ ผมอยากให้ทุกท่านหันมามองในความเป็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในที่ทำงานกันแน่ ถึงเกิดเรื่องลักษณะนี้ขึ้นในบริษัทฯหลายๆบริษัทฯ ทั้งใหญ่ และ เล็ก ก็เป็นอย่างนี้กัน ด้านเจ้านายเองไม่ว่าจะมีตำแหน่งเล็กๆ หรือ ใหญ่โตเพียงใด เช่น กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการทั่วไป หรือ แม้นกระทั่งซุปเปอร์ไวเซอร์เองก็ตาม จะมีความรู้สึกหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ความรับผิดชอบจากงานที่ลูกน้องทำ ไม่ว่างานนั้นจะประสบความสำเร็จ หรือ ล้มเหลว ผลของงานก็ตกเป็นความรับผิดชอบของหัวหน้างานทั้งสิ้น และเนื่องจากหัวหน้างานทุกคนไม่ชอบคำว่า “ล้มเหลว” ดังนั้นการตามงานคอยตรวจสอบ และ สอดส่องเรื่องต่างๆนั้นจึงเป็นนิสัยที่ติดตัวของหัวหน้างานในระดับต่างๆกัน ยิ่งมีตำแหน่งสูงเท่าใด ก็จะมีลักษณะนี้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ความต้องการของหัวหน้างานก็ต้องการให้งานได้ประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วย แต่เจ้านายตามงานเราอย่างเดียวก็ไม่ยุติธรรมเท่าใด เราลองมาปรับเปลียนการทำงานของเรา เพื่อจะได้รับมือจากการบริหารของเจ้านาย และ ป้องกันตัวเองกันดูไม๊ครับ หากเราทำกันได้อย่างน้อยก็จะได้ลดการมาจู้จี้กับเรา และ เราจะได้ทำงานอย่างไม่ต้องหวาดระแวงด้วย ผมใช้วิธีการเหล่านี้ครับ เพื่อตัดปัญหาในการตามงานของเจ้านาย ลองดูครับ มันอาจจะสามารถใช้กับงานของคุณเองได้ด้วย 1. เรียนรู้ความต้องการของเจ้านาย แล้ว แจ้งให้รับทราบก่อนเจ้านายจะถาม เจ้านายต้องการเจ้านายถึงจู้จี้ และ ตามงานเรา ดังนั้น เราก็เรียนรู้เจ้านายสักหน่อยว่า เขาเป็นคนที่ชอบตามงานเราเรื่องใดบ้าง แล้ว แจ้งให้เจ้านายรับทราบก่อนที่เจ้านายจะถาม ทำอย่างนี้เป็นประจำ จะทำให้เจ้านายลดการตามงานจากเราไปเกินครึ่งเลยทีเดียว เจ้านายก็คน ก็ต้องทำงาน เราเป็นลูกน้องก็ต้องทำงานให้เจ้านาย ให้บริษัทฯ เพียงแต่มุมมองอาจจะแตกต่าง เรียนรู้เขา แล้วปรับตัวเราให้มีมุมมองเหมือนกับเจ้านาย จะได้มีมุมมองเดียวกัน 2. มองหาจุดที่เจ้านายกำลังมุ่งประเด็น แล้ว ตอบสนองสิ่งเหล่านั้นให้ได้ก่อนเอ่ยปาก เจ้านายก็มีงานที่เจ้านายรับผิดชอบ เมื่อเจ้านายทำงาน ผมมีความเห็นว่าเจ้านายก็จะมุ่งประเด็นแต่งานของเจ้านาย โดยบางครั้งอาจจะลืมนึกไปว่า เราก็กำลังทำงานของเรา และ มุ่งประเด็นไปที่งานของเราเหมือนกัน แต่จากพื้นฐานของลูกน้อง ต้องทำงานให้เจ้านายแล้ว เราก็เลยต้องมองหาจุดที่เจ้านายกำลังมุ่งประเด็นไป หรือ กำลังรับผิดชอบ แบ่งเบางานของเขาในบางส่วน หากสามารถทำได้ เป็นการลดการขอให้ทำตามเขาต้องการ หรือ เมื่อเขาขอ เราก็มีข้อมูล หรือ จัดการให้เรียบร้อยแล้ว อย่างนี้ ก็ไม่ต้องมาขอให้เราทำโน่นทำนี่บ่อยขึ้นแล้วครับ 3. รายงานผลการทำงานสม่ำเสมอและบ่อยๆ เจ้านายที่ทำงานตามหน้าที่ๆรับผิดชอบ หรือ เขากำลังทำงานของเขา อย่างหนึ่งที่เขาต้องการก็คือการรับรู้เรื่องราวต่างๆของส่วนที่เขารับผิดชอบ เพื่อให้รับทราบ หรือ ให้รู้สึกว่าตัวเองสำคัญหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วแต่จะคิดครับ แต่ที่แน่ๆ การทำงาน การประชุม หรือ การเปลี่ยนแปลงใดๆ เราก็แจ้งให้กับเจ้านายได้บ่อยๆ ยิ่งปัจจุบัน มี e-mail ไม่ต้องรอคิวเข้าไปห้องหาเจ้านาย และ เราสามารถรายงานได้ตลอดเวลาเท่าที่เราต้องการ ไม่ต้องกลัวว่า ใครจะเหม็นขี้หน้าด้วย เพราะ เราไม่ได้เสนอหน้าเข้าไปในห้องเจ้านายบ่อยๆ เจ้านายก็ไม่ต้องเรียกเราบ่อยๆ ให้เข้าไปรายงานความคืบหน้าของงานที่รับผิดชอบ แต่ระวังเจ้านายที่ไม่ชอบอ่านเมล์นะครับ เพราะเขาจะบอกว่า คุณส่งเมล์เหล่านี้มาทำไม ผมขี้เกียจอ่าน ก็เป็นอันว่า จบ แล้วหาทางสื่อสารให้เจ้านายรับรู้ใหม่นะครับ อย่าท้อถอย 4. แจกจ่ายงานให้ลูกทีมหรือเพื่อนร่วมงานไปทำ บางคนเจ้านายรักมาก จนเจ้านายลืมไปว่า เราก็เป็นคนที่สามารถรองรับงานต่างๆได้อย่างจำกัด แต่เนื่องจากสั่งไปทุกที ก็ได้รับผลลัพธ์ต่างๆกลับมาอย่างรวดเร็ว ทุกที จะบอกว่างานเราเยอะแล้วก็กลัวว่าเจ้านายจะไม่พอใจ ก็รับๆเข้ามา ดังนั้น เราต้องสร้างความสามารถในการขอร้องให้เพื่อนร่วมงาน หรือ จ่ายงานให้กับลูกทีม รับงานจากเจ้านายไปช่วยกันทำขึ้นมาให้ได้ สิ่งหนึ่งที่ควรระวังในการทำลักษณะนี้คือ อย่าเอางานที่คนอื่นทำ เป็นผลงานของตนเอง ต้องเสนอความดี ความชอบ ของคนที่ช่วยเราทำทุกครั้ง แล้ว คุณก็จะได้รับความช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอ และเต็มใจช่วยงานด้วย งานที่เจ้านายสั่งก็ไม่ติดขัด เจ้านายรู้บางทีก็ไม่ต้องมาตามงานเราคนเดียว ไม่ต้องแจกจ่ายงานย่อยๆให้เราทำคนเดียว แบ่งๆกันทำ ช่วยกันสร้างบริษัทฯให้รุ่งเรืองแล้ว ผลบุญที่ทำก็จะส่งผลให้คุณได้รับความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ผมเห็นมาเยอะแล้ว 5. สอนงาน เพื่อนร่วมงานหรือ ลูกทีม ให้มากที่สุด เจ้านายบางคนไม่สอนงานเราเลย แล้ว เราจะทำตามลักษณะที่เจ้านายเราทำหรือ อย่าอย่างนั้นเลย การสอนงานให้เพื่อนร่วมงาน หรือ ลูกทีม เพื่อให้เขาเหล่านั้นสามารถทำงานในด้านต่างๆได้นั้น สิ่งหนึ่งที่เราได้แน่นอนคือ เราจะได้เพื่อนช่วยทำงานมากขึ้น มีคนช่วยคิด ช่วยทำมากขึ้น แต่การสอนงานให้เพื่อนร่วมงานหรือลูกทีม ยังมีข้อดีอีกหลายอย่าง เช่น เราสามารถลาพักร้อนไปเที่ยวกับครอบครัวได้บ้าง หลังจากไม่ได้พักร้อนมาหลายปี เราสามารถมีคนตอบปัญหาต่างๆเบื้องต้นแทนเราได้ เราสามารถสร้างทีมงานให้มีผลงานออกมามากขึ้น เป็นต้น และสิ่งหนึ่งที่จะติดตัวคุณต่อไปคือ คุณจะมีเทคนิคในการสอน หรือ เข้าใจคนที่เราสอนงานมากขึ้น ว่าเขาเป็นคนอย่างไร เราก็จะสามารถบริหารการทำงานของเพื่อนร่วมงาน หรือ ลูกทีม ได้ดีขึ้นด้วย หลังจากทำไปบ้างไม่ทำบ้างเจ้านายก็จะไม่จุกจิกกวนใจอีก เพราะเขาได้ในสิ่งที่ต้องการไปก่อนที่จะเอ่ยปากในบางครั้งเสียอีก แถมเจ้านายยังอาจจะให้ความสำคัญกับคุณมากขึ้นด้วย แล้วคุณหละ จะเอาวิธีของผมไปลองดูบ้างดีไม๊ครับ มองการศึกษาของไทย ในเชิงการตลาดและการบริหารเท่าที่ผมสังเกตุการศึกษาของเรานั้น ก็เหมือนกับ สาธารณูปโภคของเรา มันเป็นสิ่งจำเป็น แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้มา และ ต้องอยู่กับมันโดยขาดมันไม่ได้ ทำให้คนให้บริการทางด้านการศึกษา น้ำ ไฟฟ้า และ อื่นๆ ที่ทางรัฐบาลจัดให้ ทำแบบ คุณได้แค่นี้ คุณต้องจ่ายแค่นี้ ซึ่งผมคิดว่า ถ้ามันจะผิดแล้วละก็ มุมมองของคนบริหารประเทศนั้น เป็นสิ่งที่ผิด เพราะเขาคิดว่า เขาจัดระบบ และ องค์ประกอบโดยรวม เพื่อให้เราได้ใช้ ดังนั้น การจัดระบบแบบรวมๆ นั้น มันก็เลยเหมาะกับ คนกลุ่มใหญ่ หรือ คนที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับคนกลุ่มใหญ่ได้เท่านั้น แค่นี้ผมก็รู้สึกได้ ถึงการบีบบังคับให้ทำ ให้เรียน ให้ใช้ และ ให้จ่ายในสิ่งที่บางครั้ง คุณไม่มีทางเลือกมากนัก... การเรียนการสอนของเรานั้น ปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกันทั้งห้อง ทำให้ผู้เรียนนั้น ไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพของตนเองเท่าที่ควร จึงทำให้เกิดอาการท้อแท้ หรือ มีความขัดแย้งขึ้นในใจจนอาจทำให้การเรียนการศึกษาของคนๆนั้น ตกต่ำ และ หนำซ้ำ สังคมของเรายกย่องเชิดชู คนที่เรียนเก่งในระบบนี้เสียด้วย สังคมของเรา ชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น ชอบยกตนให้สูงกว่าคนอื่น ทำให้ เด็กๆ เกิดค่านิยมที่ผิดๆ และหากคนใดเพลี่ยงพล้ำโดนสังคมทำร้าย เหยียดหยาม แล้ว อาจจะทำให้ ผู้เรียนท่านนั้น เกิดการเลือกเส้นทางที่ไม่ถูกต้องก็มีมาก... แต่เมื่อผมอยู่ในห้องสีลม พันทิปแห่งนี้ ผมก็อยากให้เพื่อนๆ หรือ ผู้ที่เกี่ยวข้อง มองการเรียนการศึกษาในมุมของ การตลาด และ บริหาร บ้าง ซึ่งผมต้องก็ขอเปรียบการศึกษา เหมือนกับ "การบริการ" มันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต แต่มันก็เป็นงานบริการ ที่ต้องการดูแลเอาใจใส่กับ ผู้ใช้บริการ ถ้าคิดว่า การศึกษา เป็นงานทางด้านการบริการแล้ว คุณจะมองเห็นได้ถึง ภาพของการบริการนักเรียนในรูปแบบต่างๆกัน ภาพของการเอาใจใส่ ภาพของการทำความเข้าใจ และ ยอมรับนักเรียนมากขึ้น ซึ่งนั่นคือทั้งหมดที่ผมจะกล่าวต่อไป... ผมเพียงอยากได้ การเรียนการศึกษา ที่ลูกผมกำลังใช้บริการอยู่ในตอนนี้ ให้เหมาะกับเขามากที่สุด และ ผมก็อยากได้การบริการที่ดีกว่านี้ สำหรับลูกๆของผม หรือ แม้นแต่ลูกๆของเพื่อนๆ ลูกๆของคนทั่วไป เพื่อทำให้ งานบริการที่ ครู หรือ อาจารย์ ควรจะสร้างให้มีให้กับผู้ใช้บริการอย่าง นักเรียน นิสิต นักศึกษาทั้งหลาย เพื่อให้เขาเหล่านั้น ได้ออกมามีคุณภาพ ทั้งทางด้านความคิด และ สติปัญญา "เข้าใจผู้เรียนรู้ และ เลือกวิธีการให้เหมาะกับผู้เรียน" องค์ประกอบที่สำคัญของการศึกษาคือ ผู้เรียนรู้ และที่สำคัญ ผู้เรียนรู้แต่ละคนนั้น มีนิสัยในการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน มีความสามารถในการเรียนรู้ต่างกัน มีความชอบพอ และ ต้องการที่แตกต่างกัน มีสภาวะแวดล้อมที่จะเอื้อต่อการเรียนรู้แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ ครู และ อาจารย์ ทั้งหลาย พึงมีความเข้าใจในผู้เรียนรู้ให้มากที่สุด เพื่อจะหาแนวทางการสอนในแต่ละกลุ่มนั้น ได้แตกต่างกันออกไป ซึ่งมันอาจจะเป็นไปได้ยากที่จะให้ ครู/อาจารย์ มองเห็น ศิษย์ แต่ละคนแตกต่างกัน และ ปฏิบัติให้แตกต่างกัน ผมบอกว่ามันยาก แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ "ผลักดันให้ผู้เรียนรู้ มีแนวคิด และ ความสามารถ ในสิ่งที่เขาเป็น อย่างธรรมชาติ" ถ้าเราได้วิเคราะห์ คนให้ลึกซึ้ง คุณจะเห็นว่า นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งหลายที่มีความแตกต่างกันนั้น สามารถแยกกลุ่มความสามารถในการเรียนรู้ ได้เป็นกลุ่มๆ อย่างเช่น คนบางกลุ่มชอบออกความคิดเห็น แต่ คนบางกลุ่มชอบที่จะคิดแต่ไม่กล้าออกความเห็น คนบางกลุ่มชอบที่จะมีคนมาป้อนความรู้ให้ คนบางกลุ่มชอบที่จะเป็นจุดเด่นของการเรียนรู้ คนบางกลุ่มชอบที่จะเรียนรู้เอง จะเห็นว่า ถ้าเราได้รวบรวมลักษณะการเรียนรู้ของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้อย่างเป็นระบบ แล้ว เราจะเห็นความแตกต่างของผู้เรียน ได้อย่างเด่นชัด หากครู/อาจารย์ ได้แยกแยะ ผู้เรียนออกเป็นกลุ่มๆ ได้ ก็จะสามารถเลือกปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับ กลุ่มคนนั้นๆได้ ทำให้คนแต่ละกลุ่มได้รับความพึงพอใจ ในสิ่งที่เขาชอบ สิ่งที่เขาสามารถแสดงความรู้ ความสามารถของตนเอง ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และ เหมาะกับตัวเขาแล้ว สิ่งเหล่านี้จะผลักดันให้พวกเขาได้ก้าวไปในทิศทางที่เป็นตัวของเขาเอง และ สร้างให้เขามีความคิดตามแนวของเขาได้มากขึ้น... "สร้างระบบที่ดีสำหรับสร้างคน" การวิเคราะห์กลุ่มคนนั้น ต้องให้ ความสามารถและมันสมองของประเทศ ในการสร้างระบบต่างๆขึ้นมา ซึ่งต้องใช้การรวบรวมความคิด และ การวิจัยพฤติกรรมของผู้เรียน เพื่อให้ได้ข้อสรุป เพื่อหาแนวทางที่สอดคล้อง และ วิธีการที่ดีที่สุด ในการที่จะทำให้ ผู้เรียน นั้น สามารถขับเอาความสามารถเฉพาะตน แสดงออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่คนมีอำนาจสั่งการมองข้าม ทำให้เรายังไม่มีระบบการสร้างคนธรรมดา ให้มีความสามารถที่เป็นเลิศ ความรู้เหล่านี้ จริงๆมีหลายท่านที่ได้ศึกษาและรวบรวมเอาไว้ แต่ไม่เห็นมีใครสามารถเอาความรู้ที่เรามีมาประยุกต์ หรือ ใช้งานอย่างจริงจัง นี่เป็นอีกสิ่งที่ผมมีความรู้สึกว่า เรากำลังทิ้งให้ความรู้ที่มีคุณค่าที่ได้มีการรวบรวมมาอย่างดีเหล่านี้สูญเสียไปเปล่าๆ "สร้าง คนให้มีศักยภาพทางด้านจิตวิทยา และ การสื่อสาร" ความสามารถในการแยกประเภทของผู้เรียน ไม่ต้องการมันสมองที่เป็นเลิศ แต่ต้องการผู้ที่เข้าใจคน ผู้ที่มีจิตวิทยา ผู้ที่มีความโอบอ้อมอารีย์และมุ่งมั่นที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ ให้ได้คุณภาพมากที่สุด รวมทั้งเป็นคนที่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ทุกกลุ่มคนเข้าใจ... การจะหาคนกลุ่มนี้ให้ได้จากกลุ่มคนทั่วไป ผมว่า ทำได้ยากกว่าการหาคนเรียนดีที่สุด มากมายนัก นั่นเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ระบบการศึกษาของเราไม่ได้ไปถึงไหน... แต่ความเป็นจริงแล้ว คนที่มีลักษณะเช่นนี้ของไทย มีจำนวนมาก และ อันที่จริง คุณลักษณะเหล่านี้ สามารถสร้างให้มีได้ ง่ายกว่าการสร้างคนให้เรียนเก่งเสียอีก แต่ไม่มีใครที่จะสนใจในจุดนี้มากนัก ระบบการสร้างคนที่มีความรู้แล้วต้องสร้างให้มี ให้เกิดให้ได้ ก่อนการสร้างคนรุ่นใหม่วัยเยาว์ต่อไป "การสร้างการเรียนรู้ไม่ใช่สอนแต่วิชาพื้นฐานแล้วให้ไปประยุกต์เอง" นอกจากการจะผลักดันให้ ผู้เรียน นั้นเรียนรู้ในแนวทางของเขาเอง... หรือ การจะสร้าง ครู/อาจารย์ให้เหมาะกับการสอนนั้น สิ่งที่สำคัญถัดมาคงไม่พ้น หลักสูตร สำหรับการเรียนการสอน ซึ่งตอนนี้ หลักสูตรของเรานั้น ได้แยกย่อยออกมาเป็นแขนงๆ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ บัญชี การบริหาร การจัดการ ช่างเครื่อง ช่างศิลป์ มันแยกย่อยออกมา เจาะแนวลึกมากกว่าแนวกว้าง จนทำให้เรามองไม่เห็นถึงวิธีการเอาความสามารถแต่ละแขนง มารวมกันเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา และ ใช้ในชีวิตประจำวัน หลักสูตรที่จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนการสอนแบบบูรณาการที่ดีนั้น ต้องมีรูปแบบการผสมผสานความรู้ในแขนงต่างๆ ในหลักสูตรเดียว และ สามารถอธิบายได้ทั้งในแง่ของการแยกองค์ประกอบของความรู้ออกมาเป็นแขนงต่างๆอย่างลึกซึ้ง ซึ่งหากสามารถรวมรวมและจัดทำหลักสูตรอย่างนี้ได้อย่างต่อเนื่อง จะสร้างให้ ผู้เรียน มีความคิดที่ลุ่มลึก และ มองเห็นภาพของความเป็นจริงได้มากขึ้นด้วย อีกทั้งในอนาคต เราต้องการคนที่มีความรู้หลากหลาย มีความสามารถหลายด้าน เพื่อเอาความรู้เหล่านั้นมาประยุกต์ให้เป็นสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้น อย่างเช่น นักวิศวะที่เก่งทางด้านแพทย์, นักจิตวิทยาที่เก่งทางด้านการสอน คนเหล่านี้จะเป็นที่ต้องการในอนาคต ซึ่งหากสามารถผลักดันแนวทางการเรียนอย่างผสมผสานได้ จะทำให้เราได้บุคคลากรไว้รองรับในอนาคตได้มากทีเดียว "กีดกัน ขัดแย้ง หวงแหน สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่พัฒนา" หลักสูตรลักษณะนี้ ไม่ค่อยมีให้เห็นมากนัก มีบางคนคิดออกมาเป็นรูปธรรมแล้ว แต่เนื่องจากการสื่อสารภายในของระบบเรา รวมทั้ง การไม่ยอมรับแนวทางใหม่ๆ ทำให้เกิดการกีดกันวิธีการเรียนการสอน ในเชิงบูรณาการขึ้น ทำให้เราไม่ได้ก้าวหน้าไปถึงไหนมากนัก อีกทั้ง ความรู้ต่างๆที่มีส่วนใหญ่ ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างจริงจัง อันเนื่องจากมันเป็นความลับบ้าง มันเป็นสูตรเฉพาะบ้าง มันเป็นท่าไม้ตายที่จะต้องตายไปกับผู้รู้ บางคนรู้ว่าตัวเองเก่งอะไรแต่ก็ไม่ยอมถ่ายทอดออกมาอันเนื่องจากกลัวว่าคนอื่นจะหาว่าอวดเก่ง จนมีคำๆนี้ขึ้น "ทำดีได้แต่อย่าเด่นจะเป็นภัย" ก็ในเมื่อสังคมของคนไทยเรามีอย่างนี้มาก โดยเราสอนให้รักษาตัวรอดของตนเองก่อน ซึ่งในความเป็นจริงก็ควรเป็นเช่นนี้ แต่ถ้ามองในแง่ลบมันก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ มันทำให้ใช้การรักษาตัวรอด กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไป มันทำให้เราไม่สามารถแยกคนที่มีความสามารถ กับไม่มีความสามารถได้ยาก บางคนก็บอกว่าตัวเองเก่งแต่ทั้งๆที่ตัวเองไม่มีอะไร สังคมของเราเลยวุ่นวาย ไม่รู้ว่าคนไหนคือคนจริง คนไหนคือของปลอมไป สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าของประเทศเสียด้วยซ้ำ... "เราต้องมีความต่อเนื่องในการสร้างสรร" การสร้างหลักสูตรให้ต่อเนื่องได้จนจบกระบวนการ และ ช่วงระยะเวลาการเรียนรู้นั้น มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องมีการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และ ต้องใช้วิชาความรู้ที่มีแต่ละแขนง มาผสมผสาน และ ทำให้ต่อเนื่อง ต้องมีระบบการสื่อสารที่ดี ต้องมีวิธีการที่มีหลักการอย่างมาก ทำให้ระบบการเรียนการสอนแบบบูรณาการของเรายังไม่ไปไหนเสียที อันเนื่องจาก เราขาดการติดตามผล และ ตั้งใจ มุ่งมั่นที่จะสร้างอย่างจริงจัง ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นยาก มันไม่เหมือนกับการเอาสิ่งที่มีเดิมๆอยู่แล้วเอามาสอน หรือ สิ่งที่เคยเรียนมาอย่างไร ก็สอนไปอย่างนั้น วิธีการเหล่านี้มันง่าย และ รวดเร็วกว่ามาก แต่ได้ผลที่น้อยกว่ามากเช่นกัน "อย่าตัดสินคนจากผลการเรียน" นอกจากหลักสูตร การวิเคราะห์ ตรวจวัดและประเมิณผล ก็มีส่วนสำคัญกับระบบการศึกษาแบบใหม่ อดีตใช้เปอร์เซ้นต์ของคะแนน เป็นตัวเปรียบเทียบความสามารถ ซึ่งระบบเดิมอยู่มานานทำให้คนไทย ติดกับการแข่งขัน และจัดอันดับ มีการแข่งขันกันสูงขึ้น การสร้างระดับเกรดของความรู้ของเรา ก็เพื่อลดการเปรียบเทียบ แต่ไทยเราก็สามารถเอาจุดทศนิยมมาเป็นตัวเปรียบเทียบ และ จัดอันดับอีก อันเนื่องจากการใช้ระบบอย่างไม่ถูกต้อง อีกทั้งความเคยชินในอดีต ดังนั้น จึงต้องหาวิธีการลดการเปรียบเทียบลง จากการยึดว่าต้องเก่งกว่าคนอื่น มาเป็น การสร้างให้ ผู้เรียน แข่งขันกับตนเอง เปรียบเทียบกับตนเองว่า เราต้องดีกว่าเดิม มีความสามารถมากกว่าเดิม ซึ่งระบบลักษณะนี้ มีข้อเสียหลายประการ แต่ก๊มีข้อดีหลายอย่างเช่นกัน... "อำนาจของคนบางกลุ่ม มีส่วนทำให้เราไม่ก้าวหน้า" ในเมื่อการสอนยังเป็นแบบเดิม ในองค์ประกอบต่างๆ การจะเปลี่ยนสิ่งที่ดำเนินมาอย่างยาวนานอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน แต่หากมีแรงสนับสนุนที่ดีมากๆ และต่อเนื่อง อาจจะสามารถเปลี่ยนแปลงทั้งระบบได้ ภายใน 5-10 ปี แต่เนื่องจาก งานบริหารของไทยนั้น ต้องเปลี่ยนแปลงทุกๆ 4 ปี กว่าคนใหม่จะเข้ามา กว่าจะต่อระบบติด ความคิดของคนเก่ากับคนใหม่ก็อาจจะไม่เหมือนกัน ทำให้เรายังไม่พัฒนาเท่าที่ควรอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย และ จุดมุ่งหมาย สิ่งหนึ่งที่ควรจะสร้างให้เกิดขึ้น คือการสร้างองค์กรการศึกษา ที่วางระบบโครงสร้างเพื่ออนาคตโดยไม่อยู่ภายใต้อำนาจ ซึ่งอาจจะช่วยให้เกิดความต่อเนื่องได้มากยิ่งขึ้น แต่นั่นแหละ สิ่งไหนที่ไม่อยู่ใต้อำนาจของคนที่มีอำนาจ สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เขาอยากจะมีอำนาจเหนืออยู่เสมอ มันจึงต้องอาศัยแรงสนับสนุนที่ดีมากๆ และ ต่อเนื่อง มาผลักดัน ซึ่งผมก็ได้แต่หวังไว้ว่าสักวันอาจจะมี... ทั้งหมดนี้ผมก็แค่เสนอแนวความคิดของผมต่อการศึกษาของเรา ที่สามารถจะมีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ เพียงแต่ใครที่จะมองเห็นแนวความคิดของผม แล้วสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ให้เป็นรูปธรรมเท่านั้น... สร้างนิสัยการกระทำ 4 อย่าง เพื่อทำให้คุณประสบความสำเร็จ....ความสำเร็จของคนทำงาน หรือ ประกอบธุรกิจ ที่สำคัญๆ มีอยู่ 4 อย่าง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน..
ส่วนที่ 1 - Input หรือการรับข้อมูลเข้า ประกอบด้วยการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ส่วนที่ 2 - Process หรือ การประมวลผล ประกอบด้วยการเอาความรู้ต่างๆที่ได้ เพื่อทำการคิดและสร้างสรรค์สื่งต่างๆขึ้นมา และ ลงมือปฏิบิติเพื่อให้ความคิดนั้นๆ หรือ สิ่งที่เรียนมานั้น เป็นจริง เป็นรูปร่างขึ้นมา ส่วนที่ 3 - Output หรือ การแสดงผล ซึ่งก็หมายถึงการสื่อสารให้คนอื่นรับทราบถึงแนวความคิด หรือ สิ่งของที่เราสร้างเราทำ เพื่อให้คนอื่นรับทราบ หรือ กลุ่มเป้าหมายรับทราบเพื่อจะได้จัดซื้อ หรือ เข้าใจถึงการกระทำ และ การตัดสินใจของเรา
การเรียนรู้ - จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ เราเรียนรู้กันมาตั้งแต่เกิด ดังนั้น คนที่ยังพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองได้มาก และ คงที่เท่าใด จะสร้างแนวความคิด และ มุมมองได้กว้างมากกว่าคนที่หยุดการเรียนรู้ไป... การเรียนรู้ทำให้เราเข้าใจในตัวเรา คนอื่น รวมทั้ง ระบบงาน และ ความเป็นไป มากขึ้น เราไม่ได้หยุดการเรียนรู้หลังจากออกจากห้องเรียน.... เรายังคงต้องเรียนรู้อยู่เสมอ เช่น การเรียนรู้ทางด้านธุรกิจ การเรียนรู้ทางด้านบริหาร ฯลฯ ประสบการณ์จริงก็เป็นการเรียนรู้ที่ดีอย่างหนึ่ง... การรับฟังความคิดเห็น วิพากษ์วิจารย์ ก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง... เรียนรู้ในทุกสิ่งที่คุณยังไม่เรียนรู้ แล้วเอาสิ่งที่คุณรู้มาปรับปรุงเพื่อใช้งานจริง แล้วคุณจะพบว่า ความรู้ของคุณยังไม่เพียงพอคุณยังต้องการเรียนรู้... อีกมาก.... การเรียนรู้ทุกอย่างในสิ่งที่ตัวเองสนใจ สามารถนำมาใช้งานกับชีวิตได้จริง ตัวอย่าง เช่น นอกจากเรื่องบริหารและการจัดการ รวมทั้ง เรื่องภายในส่วนของผมเองแล้ว ผมจะสนใจทางด้านตกแต่งภายในเป็นพิเศษ รวมทั้งการออกแบบของสถาปนิกด้วย.. อีกทั้งยังชอบเรื่องการดูดวง ดูฮวงจุ้ย และ โหงวเฮ้ง.. ดูเหมือนว่ามันจะแยกแตกต่างกันไปเลย แต่สามารถประยุกต์ใช้ในงานได้ทั้งหมดจริงๆ เมื่อย้ายตึกที่ผ่านมา ผมต้องใช้วิชาเหล่านั้นในการออกแบบสถานที่ทำงาน รวมทั้งทุกๆห้องในฝ่ายของผม ไม่เพียงเท่านั้นยังต้องดูด้วยว่า ฮวงจุ้ยของแผนกเป็นอย่างไร ใครจะมีผลกระทบอย่างไร และ แก้ไขได้อย่างไร โดยเฉพาะเจ้านายซึ่งหากเค้าดี เราก็ดีด้วย หากเค้าไม่ดี ทั้งแผนกก็ไม่ดี ดังนั้น จุดของเจ้านายเป็นสิ่งสำคัญ และอยู่ในจุดเป็นจุดตายของส่วนเลยก็ว่าได้... การรับคนเข้าทำงาน คนทั่วไปจะวิเคราะห์หาความสามารถในการทำงานของเขา บุคคลิก ท่าทาง ส่วนผมนั้น ยังต้องคำนึงถึง โหงวเฮ้ง และ วันเดือนปีเกิด รวมทั้งเลขที่บัตรประชาชน มาประกอบการพิจารณาด้วย ของเหล่านี้ดูเหมือนไม่สำคัฐ แต่จรังๆแล้ว มันบอกอะไรเราได้หลายอย่าง จากประสบการณ์ที่ไม่เชื่อในสัมผัสที่ 6 ของตัวเอง ทำให้ต้องเชิญพนักงานออกก็มีเหมือนกัน.. ความคิด - หัวใจหลักหากต้องการประสบความสำเร็จ ทำไมผมถึงถือว่าความคิดเป็นหัวใจหลัก เป็นงานประมวลผลที่สำคัญที่สุด ก็เนื่องจากว่า คนเราต่างจากสัตว์ทั่วไปก็ตรงที่เรามีความคิด นี่แหละ... ความคิดของคนที่จะประสบความสำเร็จน่าจะมีดังนี้นะครับ 1. ความคิดในเชิงบวก - มีหนังสือเยอะครับเรื่องนี้ไปหาอ่านกันเองได้ครับ เพียงขอเน้นนะครับว่า เรื่องนี้สำคัญ และเป็นพื้นฐานของคนที่จะประสบความสำเร็จจริงๆ ลองหาอ่านนะครับ... 2. ความคิดที่เป็นระบบระเบียบ - ความคิดเป็นสิ่งที่รวดเร็วและ สับสน บางครั้งเราสามารถคิดได้ ตลอด แต่จับต้นชนปลายไม่ได้เลยว่าคิดอะไรไป การจัดความคิดให้เป็นระเบียบนั้น ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนตนเองครับ เป็นพรแสวงครับ.. วิธีการนั้นวันหลังจะเอามาเขียนให้อ่านครับ.. 3. ความคิดสร้างสรรค์ - อันนี้เป็นพรสวรรค์ หรือ พรแสวงก็ตามแต่อยากให้มี คิดสร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลายนะครับ.. ปรับปรุงสภาพแวดล้อม การทำงาน ตัวเราเองให้ดีขึ้น สร้างสรรค์ผลงาน และ การกระทำเพื่อประโยชน์ขององค์กรฯ มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากนะครับ 4. ความคิดที่แตกต่าง - หัดคิดในมุมมองที่แตกต่างเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตัวเอง อันนี้สร้างได้ครับโดยอย่ายึดติดกับ หนังสือ อย่ายึดติดกับสิ่งที่เห็น อย่ายึดติดอยู่กับความเชื่อเดิมๆ ต้องลองหัดคิดดูครับ เป็นพรแสวงครับ.. 5. คิดถึงเหตุการณ์ล่วงหน้า - การคิดเช่นนี้เช่น บริษัทฯกำลังจะเปิดงานบริการใหม่ เราก็ควรคิดไว้ล่วงหน้าด้วยว่า ถ้าเราต้องทำงานบริการนั้นๆ จะต้องทำอะไรบ้าง ลองทำมาเป็นข้อๆครับ แล้วหาข้อมูลเพื่อใช้ในการทำงานต่อไป เรียนรู้ครับ.. จากนั้น ถ้าคิดเก่งกว่านั้น คุณจะมองงานของคุณออกเลยว่าจะไปในทิศทางใด และ คุณต้องการเรียนรู้เรื่องใดบ้าง.. ถ้าได้อย่างนี้แล้วก็.. อืม.... 6. คิดให้ตนเอง และ ผู้อื่นได้ดี - สิ่งนี้เหมือนกับข้อแรก แต่ที่ต้องแตกประเด็นออกมาก็เพราะ การคิดให้ตนเองได้ดีมีอยู่ทุกคน แต่การคิดให้คนอื่นได้ดีด้วย เป็นเรื่องยาก และ เป็นความคิดที่มีคุณค่ามาก ผมชอบห้องนี้เพราะคนตอบกระทุ้ทุกๆคนก็คิดอย่างนี้ อยากช่วยผู้อื่น อยากแบ่งปันความรู้ที่มีให้กับคนอื่นๆ มันหายากนะครับ แต่ในห้องนี้มีเพรียบ ผมแทบจะไม่เคยเห็นกระทู้ที่ไม่มีคนตอบเลย... 7. ทบทวนสิ่งที่ผ่านมา - ประสบการณ์จะสอนสั่งเรา และ นำมันมาคิดใหม่ เพื่อปรับปรุงให้มันดีขึ้น สิ่งที่ผ่านมาไม่สามารถย้อนกลับได้ แต่เราสามารถทำปัจจุบัน และ อนาคตให้ดีกว่าได้ ถ้าเราคิดหาวิธีการแก้ไขสิ่งที่เราผิดพลาดไว้ หากต้องประสบเหตุการณ์เช่นเดิมอีก เราก็จะสามารถจัดการได้ทันที ประวัติศาสตร์จะได้ไม่ซ้ำรอยครับ... 8. มีความคึดเป้นกลาง ไม่เบี่ยงเบน - ความคิดเข้าข้างตนเอง หรือ เข้าข้างสิ่งที่เรารับรู้ เป็นกันทุกคนครับ ดังนั้นจึงต้องฝึกฝนไม่ให้ความคิดของเราเข้าข้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องเป็นกลาง และ มีเหตุ มีผลครับ อันนี้ต้องมีการวิเคราะห์มาเกี่ยวข้อง และ ต้องฝีก.. ผมเองก็หลงบ่อยๆครับ.. แต่ตัวเองก็กำลังฝึกฝนเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน รู้ตัวครับว่ายังอ่อนหัดอยู่... 9. คิดถึงความสำเร็จในอนาคต - เป้นความคึดที่เป็นแนวทางให้เราได้ก้าวขึ้นไปครับ ให้คิดใหญ่ทำใหญ่ เรื่องนี้ผมอยกาให้ทุกคนคิดเช่นนั้น เพราะการคิดใหญ่กว่าตนเอง เป็นการสะกดจิตให้เรามีความมุ่งมั่นและสร้างความมันใจให้กับตนเองได้เป็นอย่างดี คนที่คิดว่าประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างไร ส่วนใหญ่ก็จะประสบความสำเร็จในสิ่งนั้น อย่าคิดในแง่ลบกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ จงเชื้อเชิญความสำเร็จ ไม่ใช่ผลักไสมันให้ไกลตัว... 10. คิดและทำความเข้าใจถึงเหตุ และผล ของทุกๆสิ่ง - คุณเคยเห็นผลลัพธ์ของบางสิ่ง แล้วเข้าใจถึงสาเหตุมันหรือไม่ว่าเป็นเพระอะไร การคิดย้อนกลับเป็นการหาข้อเท็จจริงอีกประเภทหนึ่ง อย่างเช่น ทำไมต้องสร้างรถไฟใต้ดิน.. ทำไมรถไฟฟ้า BTS ต้องมีจุดเชื่อมที่สยาม.. ลองคิดดูครับ.. เรื่องความคิดต้องฝึกฝนครับ พรสวรรค์ ไม่สามารถสู้พรแสวงได้ครับ... ลงมือการปฏิบัติ - ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หากต้องการประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะหาความรู้มาได้ หรือ เรามีความคิดเพื่อการทำสิ่งใดๆนั้น หากไม่มีการปฏิบัติ ไม่ยอมทำให้เกิดขึ้น ไม่ทำฝันให้เป็นจริง ก็ไม่มีประโยชน์ หรือ ผลลัพธ์อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน เหมือน ไม่ได้คิด ไม่ได้เรียนรู้มา... ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า การปฏิบัติ ถึงแม้นไม่ใช่สิ่งแรกที่มี แต่สำคัญมาก ในความสำเร็จเช่นกัน... การมีความรู้ท่วมหัว หรือ มีความคิดดีๆ สามารถสร้างกันได้ บางคนตอนประชุม ความคิดอ่าน มากถึงมากที่สุด พอแจกงานให้ทำ กลับทำในสิ่งที่คิดไม่ได้... อ้นนี้ก็น่าคิดดีนะครับ... ตัวอย่างของผมที่เกิดกับตัวเองก็มีเช่น ผมตั้งใจจะไม่โต้เถียง หรือ แม้นแต่อยากทำให้ใครเดือดร้อนจากการออกความคิดเห็นของผม แต่พบว่า ความคิดเป็นไปได้ แต่ห้ามอารมณ์ไม่ได้นี่สิ บางครั้งก็เลือดขึ้นหน้าเหมือนกัน อยากจะพูดแรงๆ ก็ได้แต่เขียนให้เบาลง และ สงบสติของตัวเอง แต่ก็ไม่วาย เหน็บเล็กๆ แย่นะครับ ผมต้องปรับปรุงอีกมากครับ และ ผมต้องขออภัยท่านทั้งหลายด้วยจริงๆ หากความคิดเห็นของผมที่ลงไป ทำให้ท่านไม่พอใจ ความคิด ถ้าเรายังไม่สามารถปฏิบัติได้ก็คือความคิด... ถ้าคุณเคยรู้สึกว่า สิ่งนี้ สิ่งนั้น เราเคยคิดแล้ว และมันเกิดขึ้นจริงในปัจจุบันทำให้ใครต่อใครร่ำรวยกันมา... นี่ก็คือความบกพร่องทางด้านการปฏิบัติของเรา... ทำไมเมื่อเราคิดได้ถึงไม่ลงมือ.. ทำไมเรามีความรุ้เรื่องนี้ดีถึงไม่ลงมือ... ส่วนใหญ่ก็จะมีข้อแก้ตัวร้อยแปด ตัวผมเองก็มีบางเรื่องครับที่คิด แล้วทำไม่ได้ มักต่อว่าตัวเอง และตบท้ายความคิดด้วยคำว่า "ไม่ได้ ไม่มี ไม่ดี ไม่ได้ ต้องได้ ต้องดี ต้องมี ต้องได้..." และสร้างความเชื่อมันให้กับตัวเองขึ้นมาใหม่... ผมอยากให้ทุกๆคน พยายามทำในทุกๆอย่างที่คิด ถึงแม้นจะทำได้หรือไม่ได้ก็ตามอย่างน้อย เราก็ได้ทำได้ปฏิบัติจรืงๆ หากเราทำแล้วทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องเสียใจเพราะเราได้พยายามแล้ว แต่ถ้าเรายังไม่ทำแล้วคนอื่นทำได้นี่สิ ควรจะเสียใจมากกว่าที่ตัวเองไม่ยอมลงมือทำให้มันเกิดขึ้นก่อน...... มีคนให้คำคมกับผมว่า "คนที่ไม่เคยผิดพลาด คือ คนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย..." การกระทำทางธุรกิจนั้น ในส่วนตัวผมก็มีหลักการทำงานดังนี้ 1.หาข้อมูล - ก็คือการเรียนรู้ที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นแล้ว.. 2.วางแผนงาน - เป็นกระบวนการของความคิด จัดผัง โครงร่าง ระบบงาน ฯลฯ ขึ้นมา 3.สมมติ ปัญหา และ ทางแก้ไข - ลองมองอีกมุมของความคิดครับ ว่า จะมีปัญหาใด และ จะหาทางแก้ไขได้อย่างไร หากมีปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ก็คุยกับผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาข้อสรุป จากนั้น เมื่อปัญหาใหญ่ๆ สามารถจัดการได้แล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาทางด้านการปฏืบัติใช่ไม๊ครับ.. แต่ยัง.. เพื่อความแน่ใจต้องมีข้อต่อไปครับ... 4.ทดสอบ - ไม่ว่าทำวิจัย หรือ การทดสอบตลาดก็ตามเป็นสิ่งที่จำเป็นนะครับ เราไม่สามารถหาคำตอบก่อนการเกิดเหตุจริงๆ ได้ ดังนั้น เราเลยต้องมีการทดสอบเพื่อให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่นอกเหนือความคาดหมายของเรา เพื่อนำมาศึกษาต่อครับ ว่าถ้าทำใหญ่ หรือ มากกว่านี้จะมีผลอะไร...ตามมา 5.ทบทวน และ หาปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทดสอบ - เมื่อได้ทดสอบแล้ว ก็นำข้อมูลที่ได้มาทบทวนอีกครั้ง และหามุมมองอื่นๆ ที่อาจเป็นปัญหา และหาทางแก้ไขไว้ก่อน บางครั้งก็มีบางครั้งก็ไม่มี แต่อย่างน้อยได้ทบทวน แต่แนะว่าถึงขั้นตอนนี้ ก็ควรมีตัวเลขต่างๆ สนับสนุนมากพอควรที่จะเดินต่อไปนะครับ... 6.ลงมือปฏิบัติจริง ทำจริง ให้เกิดขึ้น ทำตามที่เราคิด คิดใหญ่ ทำใหญ่ เงินก็ก้อนใหญ่ขึ้น... 7.หาหนทางเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า.. - เมื่อทำจริงก็จะพบปัญหาจริงๆต่างๆที่ตามมา การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็เกิดขึ้นในขั้นตอนปฏิบัติ อันนี้มองให้เป็นเรื่องธรรมชาติ คุณก็ไม่เคียดแล้ว ... ปัญหามีไว้สร้างปัญญา มีไว้เพื่อแก้.. และ ในส่วนตัว เมื่อเจอปัญหา ผมมักจะบอกให้ใครต่อใครรับทราบไว้ว่า มันเป็นของสนุกครับ.. ถ้าไม่มีสิน่าเบื่อ... กับดักที่จะทำให้เราไม่สามารถปฏิบัติให้สำเร็จได้นะครับ... มันมีดังนี้... 1. อดีต - เพราะอดีตทำให้เราไม่กล้าที่จะทำ ความผิดพลาดในอดีตเป็นมารที่คอยจะทิ่มแทงเรา ให้เราหมดความมั่นใจ ทำให้เราไม่กล้า จงละทิ้งมันซะ.. เรื่องที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไป การเริ่มทำในสิ่งใหม่ๆ ได้แล้ว... สิ่งที่คุณจะทำ มันไม่เกี่ยวกับอดีตที่ผ่านมาหรอก .. มันขึ้นกับปัจจุบันมากกว่าว่าคุณทำมันแล้วหรือยัง... 2. อนาคต - บางคนกลัวอนาคต กลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น กลัวเจ๊ง กลัวไม่ได้เงินคืน กลัวไปต่างๆนาๆ ซึ่งมีความกลัวบ้างก็ดีนะครับ แต่การที่เรากลัวจนไม่กล้านี่ผมไม่แนะนำ... ความกลัวสามารถกำจัดให้หมดได้โดยใช้ข้อมูลนะครับ หาข้อมูลให้มากเพื่อสนับสนุนความคิด ลดความกลัวลง เพื่อจะได้เริ่มกระทำให้สำเร็จสักทีนะครับ 3. ข้อมูล และ คำแนะนำ - การมีข้อมูลมากๆ หรือ การรับฟังคำแนะนำมากๆ มีทั้งดีและไม่ดี บางครั้งมันจะทำให้เราไม่สามารถตัดสินใจสิ่งใดได้อย่างเด็ดขาด มีความหวาดระแวง แต่ถ้าไม่มีข้อมูลเราก็ยังหวาดระแวงเหมือนกัน.. เฮ้อ.. ยากเนอะ.. เรื่องนี้ต้องใช้ความตั้งใจ และ ความแน่วแน่มั่นคงทางจิดใจ เป็นตัวขับเพื่อสร้างภูมิของตัวเอง.... ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ และ พร้อมที่จะเผชืญหน้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้น.. การสื่อสาร - เพื่อให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าคุณจะเรียนรู้มาได้อย่างดี มีข้อมูลมากมาย มีความคิดดีๆ มีไอเดีย เจ๋งๆ หรือ มีสินค้าอย่างเยี่ยมยอด หากคุณไม่สื่อให้คนอื่นรับทราบในสิ่งที่คุณมี ในสินค้าที่คุณทำ มันก็เหมือนกับ เพชรที่ยังไม่เจียรไน คนที่เห็นคุณค่าต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์จริงๆ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีคนเห็นคุณค่า.... ในส่วนของคนทำงาน ทำไมต้อสื่อสาร ส่วนหนึ่งก็เพื่อลดการทำงานซ้ำซ้อนหรือผิดพลาด ไม่เข้าใจที่จุดไหนก็ถามเลย จะได้มีคนอธิบายให้เข้าใจ และอีกส่วนหนึ่งที่ผมเน้นคือ การสื่อสารให้คนอื่นรู้ว่าเรามีความสามารถอย่างไร เรามีความคึดอย่างไร เราสามารถโฆษณาตัวเราเอง รวมทั้งผลงานของเราได้อย่างไร... การโฆษณาไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ เราเอาแต่ข้อเท็จจริงเสนอให้คนอื่นๆรับทราบเท่านั้น.... มันจะส่งผลกลับมาเองครับ... มีคนเคยบ่นให้ฟังว่า "ทำดีเสมอตัว" ผมก็แนะเค้าให้"ทำดีเสนอตัว" จะได้ให้คนอื่นรับทราบว่า สิ่งที่เราทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ดี มีคุณค่า เป็นประโยชน์ เพราะไม่เสนอตัวให้ใครๆรับทราบ เค้าจะรู้หรือว่าเราดี... จะสื่อต้องมีสาร อยากจะเน้นคำว่าสารสักเล็กน้อย เพราะ เจ้าสารที่ว่ามันระบุถึงความต้องการที่จะสื่อออกไป ดังนั้นอยากให้ตระหนักถึง ข้อมูลที่เป็นจริง เกิดประโยชน์ เหมาะสมกับกาลเทศะ สุภาพ และ นอบน้อมแบบไทยๆ บางคนสื่อสารแบบไม่เกิดประโยขน์ สักแต่ด่า แต่ว่า มีแต่ตำหนิ ไม่มีเหตุมีผล โกหก หลอกลวง ก็มีครับ ถ้าให้ดีก็อย่าสื่อสารประเภทนี้ออกมาเลยจะดีกว่า เพราะมันจะทำให้คุณค่าของเราลดลงไป ทางด้านธุริจ สินค้าที่ผลิตขึ้นไม่ว่าจะเลอเลิศเพียงใด หากไม่มีการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าแล้ว อนาคตของสินค้าก็ดูเหมือนมืดมน.. โฆษณาเป็นการสื่อสารที่ให้ผลกับการตลาดเป็นอย่างมาก... สินค้าบางตัวไม่ค่อยดีเท่าไหร่ยังสามารถขายได้เป็นหลายๆล้านเลย... แต่ราคาค่าโฆษณานี่สิแพงมากเหมือนกันนะครับ... ทั้งหมดก็เพียงอยากให้เห็นความสำคัญของทั้ง 4 ส่วนเพื่อให้ประสบความสำเร็จในชีวิตหน้าที่การงาน หรือแม้นแต่ธุรกิจ ผมอยากเห็นคนร่นใหม่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมานั่งลองถูกลองผิด เหมือนผม หลักการณ์ทั้งหมดก็ได้จากประสบการณ์จริงที่ผ่านมา แล้วก็เอามาประมวลให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนเพื่อง่ายต่อเพื่อนๆน้องๆ ได้เข้าใจความจริงเท่านั้น ผมก็เข้าใจครับว่ามันไม่ได้ดีหรือวิเศษอย่างไร ดังนั้นก็อยากให้ทุกคนได้แนะนำ ความคิดในแนวทางเหล่านี้มากๆครับ เพื่อผมจะได้ปรับปรุงความคิดของผม และ เพื่อนๆ น้องๆ ให้ดีขึ้นต่อไป.. การค้นหางานที่เหมาะกับตนเอง...บางคนอยากทำงานที่ชอบ แต่ก็ไม่สามารถก้าวหน้าไปถึงไหน แต่บางคนกลับทำงานที่เหมาะกับตนเองแล้วสามารถก้าวหน้ามากๆ งานที่ชอบที่จะทำหรือ อยากทำนั้น อาจเป็นงานในอุดมคติ ที่บางทีไม่ส่งเสริมกับตัวเองก็ได้ เช่น บางคนชอบร้องเพลง เป็นคนที่สามารถร้องเพลงได้ การเป็นนักร้องก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่สามารถโน้มน้าวทำให้คนฟังมีความรู้สึก และ สุนทรีย์กับบทเพลง หรือ บางคนชอบที่จะเป็นผู้นำในการทำงานต่างๆ ชอบที่จะออกคำสั่ง จัดแจงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ดังนั้นงานที่รับผิดชอบน่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง แต่ให้เป็นหัวหน้างานก็ไม่ได้ เพราะขาดภาวะผู้นำเป็นต้น ดังนั้น การเลือกงานให้เหมาะกับตนเองนั้น จะส่งผลให้เราสามารถทำงานในหน้าที่นั้นๆ ได้ดี ไม่ขัดต่อการดำรงชีวิตของแต่ละคน ทำอย่างเป็นธรรมชาติ ก็จะทำให้ตัวตนของเรานั้น มีความสุขมากยิ่งขึ้น การทำงาน กับ ตัวเอง นั้น เราสามารถใช้วิธีจับคู่ระหว่าง การดำเนินชีวิตของเรา กับ งานในส่วนต่างๆ ซึ่งจะทำให้เราพบว่า ลักษณะที่เราเป็น จะสนับสนุนกับงานที่เราจะทำหรือไม่อย่างไร ยกตัวอย่างลูกน้องในบริษัทฯ ให้นะครับ มีงานอยู่ 3 งาน ดังนี้ 1. งานตัดต่อVDO โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ จะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 3 วันต่อสัปดาห์ 2. งานป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ จะใช้เวลาทำงานประมาณ 4.5 วัน ต่อสัปดาห์ 3. งานถ่าย VDO นอกสถานที่ในบางครั้ง จะใช้เวลามากที่สุดประมาณ 1 วันต่อสัปดาห์ บังเอิญ รับพนักงานคนหนึ่งที่มีนิสัยดังต่อไปนี้ 1. เป็นคนที่ชอบเดินทาง ชอบเที่ยวในสถานที่ต่างๆ 2. ชอบการถ่ายภาพ 3. มีรถมอเตอร์ไซด์เป็นของตนเอง 4. ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้คล่อง 5. ชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ 6. เรียนรู้สิ่งต่างๆได้รวดเร็วว่องไว 7. ชอบทำงานแบบสบายๆ ทำไปเรื่อยๆ 8. เป็นคนที่เนียบ เรียบร้อย 9. เป็นคนเก็บรายละเอียดต่างๆได้ดี 10. ชอบแสดงตน สนุกกับการแสดงออก เด่นในวงเพื่อนๆ 11. เป็นคนไม่ชอบถูกกำหนดเวลาในการทำงาน ฯลฯ ในตอนแรกที่ให้เขาเข้ามาทำงาน เขาทำในหน้าที่ เป็นพนักงานป้อนข้อมูลเข้าคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้ลักษณะเด่นของข้อ 4, 6, 8 และ 9 แต่เมื่อทำงานไป ปรากฎว่า ลักษณะที่ 10 และ 11 ทำให้เขามีผลงานลดลง คุณภาพต่ำลง บังเอิญ งานตัดต่อ VDO ด้วยคอมพิวเตอร์เข้ามา เขาอาสาเข้ามาทำ เพราะเขาอยากเรียนรู้ ซึ่งทางหัวหน้างานได้วิเคราะห์แล้วว่า เขามีจุดเด่นในข้อ 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10 และ 11 งานนี้เป็นงานใหม่ที่มีโอกาสเติบโตด้วย ซึ่งก็ตรงกับลักษณะของงานนี้มากกว่า เมื่อเขาเข้ามาทำงานในงานนี้ จะพบว่า เขามีความสุขในการทำงานเป็นอย่างมาก และทำงานได้ดีมากด้วย ด้วยเนื้องานที่น้อยกว่าเวลาทำงาน แต่บังเอิญ งานถ่ายภาพ VDO เข้ามาด้วยซึ่งก็ต้องมีคนไปถ่ายแต่ไม่เต็มเวลานัก หัวหน้างานก็ให้พนักงานท่านนี้ไปทำโดยใช้ความโดดเด่นในข้อ 1-6 เป็นหัวใจในการให้เขาทำ และ ทำได้ดีทั้ง 2 งานเลยทีเดียว.. นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า มันไม่ใช่การใช้ลักษณะเด่นใดเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในการตัดสินว่า ใครสามารถทำงานแล้วจะมีความสุข และ จะประสบความสำเร็จ แต่ต้องใช้ลักษณะที่เป็นตัวของเราตามธรรมชาติเป็นตัวตัดสินว่า เราควรทำงานลักษณะใด งานนั้นเหมาะกับสภาพความเป็นจริงของเราหรือไม่ เป็นตัวของตัวเองหรือไม่ มันอาจจะไม่ชอบโดยตรง แต่นิสัยของเราตรงกับลักษณะของงานมากที่สุดเท่านั้น เราก็สามารถทำงานได้ดี และ มีความสุข ดังนั้น หากเกิดปัญหาลักษณะนี้ขึ้น จงเขียนความเป็นตัวของตัวเองของคุณลงกระดาษ แล้วเอางานที่คุณทำ หรือ คุณกำลังจะทำ มาจับคู่ว่า งานนั้น ใช้ลักษณะพิเศษของคุณเป็นกี่ข้อ มากกว่าครึ่งของจุดเด่นของคุณหรือไม่ แล้วคุณจะเข้าใจว่า งานนั้นเหมาะกับคุณหรือไม่อย่างไรครับ... มันเป็นความคิดเห็นจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเท่านั้น... ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างสรรงานออกมาได้...ผมเคยปล่อยให้ Key Man #1 ว่างงาน โดยให้ทำงานเพียง 2 วันต่อสัปดาห์ แล้วก็สอนเรื่องการสร้างสรรงาน ผลสรุปเห็นผลอย่างทันดาเลยว่า เค้าสามารถหางานทำได้จนตอนนี้ไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง... อยากเสนอมุมมองเหล่านี้ครับ.. 1. เป็นเจ้าของกิจการ มองแผนก มองบริษัทที่คุณกำลังทำอยู่ เหมือนกับบริษัทฯของคุณเอง คุณจะใช้จ่ายเงินไปสักบาท มันคุ้มค่าหรือไม่.. ใช้เวลาในการทำงานได้มีประสิทธิภาพหรือยัง น้องๆทำงานคุ้มกับเงินเดือนหรือไม่ เป็นต้น เมื่อคิดได้ว่ามีจุดบกพร่อง ก็อุดจุดบกพร่องดังกล่าว และ หากคุณคิดได้อย่างนี้ คิดว่าก็มีงานเยอะจนไม่บ่นแล้วครับว่าไม่สามารถสร้างงานได้... 2. ทุกระบบมีจุดอ่อน เป็นเรื่องจริงที่ทุกระบบมีจุดอ่อน ระบบธนาคารที่คิดว่าไม่สามารถโกงได้ ก็ยังมีแนวทางโกงได้เลย.. อันนี้ทึ่งเคยอ่านในกระทู้แห่งนี้ครับ.. ดังนั้น ลองมองและศึกษาระบบของคุณครับว่า มีจุดใดที่เป็นจุดอ่อน และ จุดอ่อนใดจะส่งผลในทางไม่ดีมากที่สุด ให้ปิดจุดอ่อนเหล่านั้น ทำจากจุดใหญ่ ไล่ไปจนจุดเล็ก.. แค่นี้งานก็ทำจนไม่มีวันหมดแล้วครับ.. เพราะระบบมีชิวิตมันจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และก็มีจุดอ่อนโผล่ให้เห็นเรื่อยๆเช่นกัน... ไม่มีระบบไหนสมบูรณ์ 100% 3. คุณภาพ แปลผกผันกับ ปริมาณ ถ้างานคุณทำผลผลิตออกมา คุณจะพบความจริงกว่า ในเวลาที่จำกัด เมื่อคุณต้องการจำนวนสินค้าออกมาจำนวนมาก คุณจะพบว่าคุณภาพของสินค้าจะลดลง แต่ถ้ามีเวลามากสินค้าก็จะมีคุณภาพที่ได้ระดับเช่นกัน เพียงแค่การทำให้ ปริมาณที่ออกมามาก กับ คุณภาพที่ดี ทำอย่างไรให้ถึงจุดเหล่านั้น คุณก็จะพบว่า มีสิ่งที่ต้องทำอีกหลายอย่างเช่น คน เครื่อง เป็นต้น ต้องปรับปรุง แต่จะทำแต่ละจุดก็เป็นเรื่องใหญ่ๆทั้งนั้น ต้องปรับส่วนต่างๆ ต้องยึดน๊อตแต่ละตัวที่หลวม ให้มันแน่น ปรับปรุงคน เครื่องมือก็เริ่มถดถอย ปรับปรุงเครื่องมือ คนก็เริ่มถดถอย.. เป็นวัฐจักร แล้วอย่างนี้ไม่มีงานหรือ... ทำให้จำนวนสินค้าที่ผลิดได้มาก และ คุณภาพในระดับที่ดี และได้มาตรฐาน ในเวลาที่เร็วที่สุด 4. ปรับปรุงระบบอยู่เสมอ เมื่อระบบอยุ่ในระดับที่สามารถเดินได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่ หัวหน้างานมักจะปล่อยให้ระบบดำเนินไปด้วยตัวของมันเอง ระบบที่อยู่นานเกิน 2 ปี เป็นระบบที่ต้องปรับปรุง เพราะเริ่มล้าหล้ง และ เทคโนโลยี สามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนการทำงานให้ดีขึ้นได้ แค่มองมุมนี้คุณจะเห็นว่า รายงานผู้บริหารที่ทำซ้ำๆมานาน ผู้บริหารจะไม่อ่านแล้วปล้อยผ่านครับ ต้องปรับปรุงบ่อยๆ เพิ่มช้อมูลเข้าไปบ่อยๆ ครับ 5. พนักงานทุกส่วนมีปัญหา พนักงานทุกส่วนมีปัญหาทั้งนั้น ไม่คนโน้นก็คนนี้ การสร้างระบบให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน มีความสุขในที่ทำงาน ลดความขัดแย้งระหว่างพนักงาน ให้พนักงานทุกคนมีแนวความคิด และ อุดมการณ์ในทางเดียวกับบริษัทฯ แค่นี้ผมว่าก็งานเยอะแล้วนะครับ ลองมองดูคนทำงานข้างๆคุณสิ ว่าเค้ามีเรื่องหรือต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง.. ดู 10 คน ถ้าไม่มีสักคนแสดงว่าแปลกมากๆ... 6. ทำให้ระบบคนเข้ากับเครื่องมือสมัยใหม่ บางแห่งคนกลัวเครื่อง บางที่เค้าสั่งให้ทำอย่างไรกับเครื่อง ก็ทำได้แค่นั้น ไม่สามารถทำได้มากกว่า หรือ ไม่มีการพัฒนาต่างๆได้.. เป็นกับคนที่กำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนแปลง เด็กใหม่ๆ คงไม่เกิดมากนัก แต่คนเก่ามันมีปัญหาเรื่องนี้ ช่วยให้ทุกคนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำให้ทุกคนสร้างสรรงาน กระตุ้นความเป็นอัจฉริยะของทุกคนขึ้นมา ให้นำหน้าความสามารถของเครื่องจักร แค่นี้งานก็เพรียบครับ.. (มันยากเวลาทำนะ...อิอิ) 7. ปรับปรุงสถานที่เพื่อเหมาะกับงาน มองสถานที่ทำงานดุครับว่า มีจุดใดปรับเปลี่ยนได้บ้าง ผมมักเอางานนี้เป็นงานอดิเรก และ เป็นงานพักผ่อนหัวสมอง แต่ได้ผลกับเพื่อนๆ น้องๆ ที่ทำงานครับ มีอะไรปรับปรุงให้เข้ากับการทำงานบ่อยๆ และ ไม่จำเจด้วย.. 8. เครื่องมือเครื่องใช้.. อุปกรณ์เครื่องใช้ มันมีอายุ และ เงื่อนไขการใช้ ต้องซ่อมต้องบำรุง มองดูบ้างหรือเปล่าครับ บางครั้งพนักงานทั่วไปไม่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ จนทำให้เกิดปัญหาภายหลังนะครับ.. งานอดิเรกของผมอีกงานครับ.. 9. ต่อยอดความคิด งานที่เจ้านายสั่ง หรือ มอบหมายให้ มักเป็นงานที่อยู่ในระดับนึง ตัวผมเองไม่เคยทำตาม 100% ส่วนใหญ่ทำมากกว่า และ คิดถึงระบบงาน และ อื่นๆที่สอดคล้องอยู่เสมอ การต่อยอดความคิด ทำให้เราสามารถสร้างสรรงานต่างๆได้มากมายกว่าเดิม มีคนเคยใช้คำว่า "Create or die" แต่ถ้าสร้างไม่ได้ "Modify or die" ดีไม๊ ปรับปรุงเพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ต้องทำเลยครับ (ภาษาอังกฤษไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่านะ...) 10. สร้างสิ่งใหม่เพื่ออนาคต มองดูระบบงาน และ ความต้องการในอนาคต รวมถึงสินค้าในอนาคตด้วยครับ เมื่อรู้ว่าสินค้า หรือการบริการเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ต้องการในอนาคต ก็จัดหา เรียนรู้ และ สร้างให้เกิดขึ้นในปัจจุบันครับ อย่างน้อง เป็นการปูแนวทางก่อน อนาคตมีได้หลายแนวทาง แค่นี้ก็สามารถหาได้หลายอย่างมาทำแล้วครับ... 11. มองต่างมุมกับเจ้านาย Key Man #1 เคยใช้วิธีนี้กับความคิดผม สรุปว่าใช้ได้ก็เลยอยากเสนอให้ลองทำดูแต่ผมไม่เคยใช้ก็เลยไม่สามารถอธิบายได้ แต่ทุกครั้งที่ประชุม หรือ ให้ออกความคิดเห็น จะได้ความเห็นที่แตกต่างออกมา ทำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ยังดีกว่าไม่มีเลย.. เจ้านายเลยยกให้เป็นมือซ้ายไปแล้ว.. แต่อย่าตกหลุมตัวเองนะคัรบ พยายามคิดให้แย้ง แต่กลับจนในความคิดก็ต้องย้อนกัลบมาสนับสนุนก็มีครับ.. คิดให้ได้ก่อน แล้ว ค่อยพูดนะครับ... เอาแค่นี้ก่อน เพราะ ระบบงานแต่ละที่ไม่เหมือนกัน และ ทุกๆระบบงาน คุณสามารถหางานทำได้ถ้าคุณมีเวลาพอ และคิดกับมัน.. ลองเอาความคิดเห็นนี้ไปลองใช้ดูครับ... คนเป็นเซลล์ต้องมีทักษะอะไรบ้าง...?งานเซลล์เป็นศิลปะ หากคุณต้องการทำอาชีพนี้ คุณควรจะมีทักษะเหล่านี้ครับ - มีทักษะในการพูด ไม่ใช่คุยน่ำไหลไฟดับ หรือคุยแล้วไม่ได้เนื้อหา ไม่ใช่ว่าจะพูดอย่างเดียวกันกับุทุกๆคน แต่คุณต้องมีศิลปะในการสื่อสารให้คนที่คุณกำลังขายสินค้าให้เขา ต้องศึกษาเขาขณะพูดว่า ณ เวลานั้นเขาต้องการอะไร เขาสนใจ หรือไม่สนใจสินค้าและบริการที่คุณขายเพียงใด มีการเสนอในสิ่งที่เขาสนใจ ไม่ใช่ยัดเยียดสินค้าให้เขา หากสินค้าไม่มีต้องหาสิ่งทดแทนให้กับเขาได้เสมอ ต้องถามเป็น ต้องเสนอเป็น และ ต้องเงียบเป็น เพราะการขายให้กับแต่ละคนนั้น ไม่เหมือนกันเสียทุกคน - สามารถสร้างการโน้มน้าวใจได้ ทั้งคำพูดและการกระทำ รวมทั้งหน้าตาก็มีส่วนโน้มน้าวใจได้ ขายคลีมกันแดดทาแล้วผืวขาวสวยแต่คนขายผิวดำเป็นหมีก มันจะขัดกันกับความรู้สึก แต่การโน้มน้าวใจต้องอาศักคำพูด และ การสื่อสาร การรับฟัง ถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่หักหาญ หรือข่มขู่ หรือ มีสิ่งที่จะโน้มน้าวให้คนที่จะซื้อมีมุมมองหรือ โน้มเอียงทางเราก่อนการขาย ลักษณะนี้เป็นต้น... - มองตลาดของสินค้าให้ออกว่าต้องขายใคร กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร มีกลุ่มเป้าหมายใดบ้างที่จะสามารถใช้สินค้าหรือบริการที่คุณกำลังขายอยู่ มีกลุ่มเป้าหมายอื่นๆอีกไม๊ ต้องมองตลาดของสินค้าให้ออกด้วย แล้ว มุ่งประเด็นการขายให้กับคนกลุ่มนั้น - มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ไม่หวั่นไหวต่อความผิดพลาด การเสนอขายส่วนใหญ่ จะสำเร็จไม่กี่ครั้ง แต่ลัมเหลวเป็นตัน.. ดังนั้น ความเชื่อมั่นในตัวเองจึงสำคัญอย่างมาก การให้กำลังใจตัวเอง การหาเหตุผล และ การสร้างแรงจูงใจในการขาย มีผลกับความคิดทางด้านนี้ ดังนั้น การขายต้องควบคุกับความผิดหวัง แต่ต้องเปลี่ยนความผิดหวังให้เป็นพพลังเสริมในการขายครั้งต่อๆไป ความผิดหวังก็เหมือนเชื้อโรคครับ หากคุณสามารถกำจัดมันได้บ่อยๆ คุณก็จะมีภูมิคู้มกันเชื้อโรคนั้นๆ ไปโดยปริยาย - ปิดการขายให้เป็น การเสนอขายเมื่อถึงจุดที่ผู้ซื้อเกิดความพึงพอใจ คุณต้องสามารถปิดการขายแบบไม่บังคับได้ เสนอให้ด้วยความจริงใจจะเป็นหนทางที่ดีกว่า การบังคับให้ซื้อ มีหนังสือมากมายที่คุณต้องอ่านในเรื่องนี้ครับ ผมไม่ชำนาญเสียด้วย... - สร้าง Connection กับลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ ไม่ห่างหายไปนานและ ไม่ติดตามมากเกินไป มีการไปสังสรร ร่วมกิจกรรมที่ลูกค้าจัดขึ้นเป็นระยะ เพราะ คนในวงการการตลาดเป็นคนที่ชอบสร้าง Connection หากคุณไม่มีข้อนี้คุณก็สามารถขายได้แต่ไม่สามารถกินได้นาน มองการณ์ไกล สร้าง Connection ตั้งแต่ตอนนี้ได้แล้วครับ สิ่งเหล่านี้หากคุณมีในตัวจะทำให้คุณประสบความสำเร็จในอาชีพเซลล์ครับ คุณสมบัติของที่ปรึกษาทางธุรกิจ...ที่ปรึกษาทางธุรกิจน่าจะมีคุณสมบัติดังนี้ครับ 1. ชอบเรียนรู้ ใผ่เรียน ที่ปรึกษาทุกคนต้องชอบการเรียนรู้และศึกษา ไม่ว่าเรืองของธุรกิจ เรื่องชีวิต เรื่องคน เรื่องประเทศ เรื่องการติดต่อสื่อสาร และ การเรียนรุ้นี้ จะทำให้ติดนิสัยการศึกษาหาข้อมูล และ เหตุผล ข้อเท็จจริงของธุรกิจที่เราให้คำปรึกษา มันเป็นพื้นฐานของการเป็นที่ปรึกษาเลยครับ 2. มีการวิเคราะห์ที่ดี ซึ่งที่ปรึกษาเมื่อเรียนรู้ระบบงานของบริษัทแล้ว ต้องวิเคราะห์ให้ได้ ถึงความเป็นไป ของบริษัทฯ และ ตำแหน่งของบริษัทฯนั้นๆ เมื่อรู้ถึงตำแหน่งของบริษัทฯแล้ว ต้องวางตำแหน่งที่ควรเป็นให้กับธุรกิจให้ได้ วิเคราะห์อีกครั้งเพื่อหาหนทางเพื่อนำไปสู่จุดหมายนั้นๆ 3. การสื่อสารที่ยอดเยี่ยม หากเรียนรู้และวิเคราะห์ได้แต่สื่อสารให้คนอื่นรับรู้แนวความคิด และ สิ่งที่เราวิเคราะห์มาไม่ได้ ก็เปล่าประโยชน์ การสื่อสารมีหลายวิธี ทั้งการพูดคุย การเขียนเพื่อการสื่อสาร การใช้รูปภาพ การยกสิ่งต่างๆมาเปรียบเทียบ เพียงสื่อสารให้ทุกคนเห็นและรับรู้ในความคิดเราได้ถึงจะประสบความสำเร็จ 4. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ที่ปรึกษาธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการพูดคุย โน้มน้าว ดังนั้น การมีมนุษยสัมพันธ์เป็นสิ่งที่จำเป็น ที่ปรึกษาสามารถคุยได้ตั้งแต่ผู้ทำงานระดับล่าง หัวหน้างาน ผู้จัดการ ผู้บริหารระดับสูง จวบจนเจ้าของธุรกิจ เพื่อค้นหาและวิเคราะห์ความเป็นไป การคุยกับคนกวาดถนน (เหมือนที่คุณแบมทำ) ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สื่อมาให้เห็นว่ามีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเพียงใด 5. สามารถประเมินเหตุการณ์ ได้ว่า ทำลักษณะนี้แล้วเกิดอะไรขึ้น หรือ ผลเกิดอย่างนี้ มาจากสาเหตุใดบ้าง ซึ่งต้องมีประสบการณ์มากพอควร การมีประสบการณ์ต่างๆเหล่านี้มาจากการเข้าไปศึกษา หรือ สังเกตธุรกิจต่างๆเป็นประจำก็มีส่วนช่วย อย่างเช่นนักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ หรือ นักเขียนโปรแกรม ของบริษัทฯรับเขียนโปรแกรม จะสามารถมาทางนี้ได้ง่ายเพราะ ได้ผ่านประสบการณ์ในการวิเคราะห์ระบบงานหลากหลายบ่อยๆ มีการแก้ปัญหาและป้องกันปัญหาเป็นประจำทำให้สามารถประเมินเหตุการณ์ต่างๆได้ง่ายขึ้น หรือ ผู้ให้คำปรึกษากับบริษัทฯต่างๆจากการสังเกตก็เป็นนิสัยลักษณะเดียวกันครับ 6. ชอบสอน ชอบแนะนำ ทีปรึกษาธุรกิจที่เก่งๆ มักจะมีประสบการณ์ที่ผ่านมามาก ก็จะชอบสอนชอบแนะนำเรื่องต่างๆให้กับคนทั่วไป รวมทั้งธุรกิจที่ดูแล เพราะ การสอนและการแนะนำต่างๆให้กับพนักงาน จะทำให้พนักงานมีความคิดไปในทางเดียวกัน และ แนะนำผู้บริหารต่างๆก็จะสามารถทำให้ระบบงานทั้งระบบเป็นไปในแนวทางเดียวกัน จะพบเห็นบ่อยๆว่า ที่ปรึกษาธุรกิจที่เก่งๆ จะเรียกประชุมผู้บริหารระดับกลาง และ ล่าง รวมทั้ง พนักงานระดับล่างอยู่บ่อยๆ อีกทั้งเข้าไปคุยกับเจ้าของกิจการและ ผู้บริหารระดับสูง เพื่อทำให้แนวความคิดที่จะพัฒนาธุรกิจเป็นไปในแนวทางเดียวกันทั้งระบบ 7. มองการณ์ไกล ที่ปรึกษาไม่ใช่ทำให้ปัจจุบันประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่ต้องปูพื้นฐานในธุรกิจต่างๆให้สามารถประสบความสำเร็จในอนาคต มองแนวทางใหม่ๆ และ การแตกแนวทางของธุรกิจ เพื่อให้ขยายกิจการไปได้ อีกทั้งต้องพัฒนาคนที่มีในปัจจุบันเพื่อรองรับในงานในอนาคตด้วย ดังนั้น วิสัยทัศน์ และ การมองการณ์ไกล จึงสำคัญสำหรับที่ปรึกษาเก่งๆ 8. การติดตามข่าวสาร เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของที่ปรึกษา เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรื่องทั่วไปที่จะมีผลกับธุรกิจ ที่ปรึกษาควรจะรับรู้และแนะนำได้ทันเหตุการณ์ รวมทั้งสามารถกำหนดแนวทางในอนาคตได้ 9. มีมุมมองทางบวกเป็นพื้นฐาน และหาก มีประสบการณ์ทางลบ จะทำให้มุมมองทางบวกมีการหักล้างของความคิด ทำให้มุมมองและแนวคิดสามารถนำมาปฏิบัติได้ แต่ก็ต้องมีมุมมองทางบวก เพื่อมีความคิดที่จะทำให้ได้ เช่น หากคุณทำธุรกิจหนึ่ง ไม่ว่าธุรกิจใด คนมีมุมมองทางบวกจะบอกว่า ทำได้แต่อาจจะเหนื่อยหน่อย แสดงว่ามันยากแต่ทำได้เพราะธุรกิจใดๆ ก็จะต้องมีการแข่งขัน ต้องมีผู้ประสบความสำเร็จ และ ผิดหวัง โดนน๊อก เพียงแต่ที่ปรึกษาสามารถมีมุมมองว่าเป็นไปได้ ก็สามารถทำได้ ถึงแม้นจะยาก เพียงแต่ผู้ตัดสินใจที่จะทำนั้น จะทำ หรือ ถอยเท่านั้นเอง 10. มีทักษะในการโน้มน้าวจูงใจคน ทักษะนี้ต้องทำเป็นประจำจนเป็นนิสัย เพราะการเสนอสิ่งต่างๆให้กับพนักงาน สิ่งแรกที่จะพบคือการสร้างกำแพงมากีดกันความคิดของที่ปรึกษา ดังนั้น ไม่ว่าจะทำลักษณะใด ที่ปรึกษาต้องมีคุณสมบัติในการโน้มน้าวและจูงใจคนได้ ให้ทุกคนสามารถทำงานของตนให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัทฯได้ 11. ทำใจ และ ใฝ่ธรรม จะเห็นที่ปรึกษาส่วนใหญ่ เข้าวัด หรือไม่ก็ศึกษาธรรมะ ซึ่งการทำใจใฝ่ธรรมก็เลยเป็นคุณสมบัติหลัก เพราะ การเสนอแนะคำแนะนำ หรือ แนวทางใดๆ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำทุกครั้งคือการทำใจ เพราะ ผู้ตัดสินใจบางคนไม่ยอมรับในคำแนะนำเหล่านั้น เพราะคิดว่าไม่คุ้ม ไม่ดี (ไม่รู้จะจ้างที่ปรึกษามาทำอะไรเหมือนกัน) ดังนั้น คำแนะนำที่ให้ในเบื้องต้น หากถูกปฏิเสธ คุณต้องทำใจให้ได้ ใช้ธรรมะเข้าช่วย ปล่อยวาง แล้วหาแนวทางใหม่ เพื่อทำให้ธุรกิจที่เราปรึกษาอยู่ประสบความสำเร็จกันซึ่งก็อาจจะต้องทำการบ้านกันเป็นเดือนๆ เลยทีเดียว... 12. มีความภูมิฐานน่าเชื่อถือ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ที่ปรึกษาขาดไม่ได้ ซึ่งต้องปรับทั้งบุคคลิก และ นิสัยการใช้ชีวิต การแต่งกาย รวมไปถึง การแสดงออกต่างๆด้วย... 13. สะสมประสบการณ์ไว้มากกว่าคนอื่นๆทั่วไป และ ต้องมีหลากหลายวิชา และ ความรู้ความสามารถ ก็ต้องแตกแขนงออกไปได้ไม่รู้จบ สามารถประยุกต์เอาประสบการณ์ที่ผ่านมา มาใช้กับเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสม... การให้คำแนะนำ กับ การเป็นที่ปรึกษา ไม่เหมือนกัน มีเรื่องต่างๆมากมายที่คนแนะนำไม่ได้บอก ไม่ได้กล่าวถึง และ ไม่บอกวิธีการทำที่แท้จริง แต่ที่ปรึกษา ต้องทำให้คุณสามารถดำเนินธุรกิจ และต้องบอก ต้องสอน ต้องให้ข้อมูล ข่าวสาร ให้ระบบสามารถทำงานไปได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นไม่ว่าในกระทู้ Chat หรือในเมล์ ที่ปรึกษาจะทำตัวเป็นเพียงผู้แนะนำไม่ใช่ที่ปรึกษาครับ สร้างผลงานอย่างไร ให้มีผลงานตลอดเวลา...คนเราทำงาน ก็ต้องการมีผลงาน ซึ่งผลงานจะดีหรือไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับ การรับรู้ของเจ้านาย ลูกน้องบางคนไม่เคยได้สร้างผลงานอะไรเลย พอมีอะไรที่ทำพิเศษมากกว่าเดิมเล็กน้อย ก็ดูเหมือนว่า มันจะกลายมาเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของเขาไป แต่บางคนงานได้ดีเยี่ยมตั้งแต่แรกเข้าทำงาน เจ้านายชื่นชมในช่วงแรกที่เข้า และเริ่มแผ่วลงจนดูเหมือนว่า ความทุ่มเทที่ให้ไปนั้น มันไม่มีผลงานเอาเสียเลย... แล้วทำอย่างไรเพื่อให้เจ้านาย รับรู้ว่าเรามีผลงานตลอดเวลา... เริ่มตั้งแต่เข้าทำงานเลยละกัน... ปกติวิสัยแล้ว เวลาเข้าไปทำงานใหม่ๆ การแสดงผลงานเริ่มแรกควรจะมีบ้างครับ เพื่อสร้าง First Impression ให้เกิดขึ้น ให้การรับรู้ของเจ้านายนั้นเป็นไปในทางที่ดีก่อน และ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องศึกษาระบบงานที่จะต้องรับผิดชอบ ศึกษารายละเอียดตาม Job description แต่ถ้าไม่มี ก็ต้องหาจุดให้ได้ว่า เขารับเราเข้ามาเพื่อทำอะไร แล้วเราสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด ช่วงเวลาการศึกษางานนั้น ไม่ต้องแสดงผลงานมากนัก แต่ให้จดบันทึกทุกอย่าง รวมทั้ง สิ่งที่อยากจะเพิ่ม หรือ แก้ไข เอาไว้ครับ เพื่อจะได้มาจัดตารางเวลาในการทำ ให้เสร็จเป็นอย่างๆ แต่ถ้าจำเป็น หรือ เร่งด่วนในงานไหน ค่อยเอาเรื่องนั้นขึ้นมาทำครับ อย่าทำเสร็จในทีเดียวเพราะจะทำให้ผลงานมันกระจุก ไม่กระจาย ก็ไม่รุ่ง ช่วงเวลาศึกษางาน ไม่ต้องสร้างผลงานมากนัก แต่ถ้าเจ้านายเป็นแบบอวดรู้ ก็จะต้องใช้เขาให้เป็นประโยชน์ เข้าไปถามเขาเลยว่า พี่ๆ อย่างนี้เป็นอย่างไร อย่างนั้นเป็นอย่างไร พี่มีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนั้น เรื่องนี้.. ขี้คร้าน เราไม่ต้องทำอะไรเลย เจ้านายจะมองเราทางด้านบวกเสียด้วยซ้ำ แต่อย่าถามปัญหา งี่เง้า นะครับ เพราะเจ้านายประเภทนี้ไม่ชอบ เขาชอบที่จะตอบปัญหาที่ไม่ค่อยมีคนจะถามนะครับ หรือ ปัญหาที่เขาคิดไม่ถึง อันนี้ยิ่งชอบมาก แต่อย่าถามปัญหาที่บอกว่าเขาผิด หรือ เขาคิดผิดหละ จะซวยเอา... เมื่อผ่านช่วงเวลาศึกษางานแล้ว ก็เขียนผังการทำงาน ผังของแผนก ระบบการเชื่อมโยง แล้วค่อยสิ่งที่เรารวบรวมได้ มาดูว่า เราสามารถทำงานอะไรได้บ้าง นอกเหนือจาก Job Description แต่หากไม่มี JD ก็ต้องถามเจ้านายว่า ต้องกาให้เข้ามาดูแลเกี่ยวกับอะไร แล้วค่อยต่อยอดออกไปครับ และ ช่วงนี้ เป็นช่วงเวลาของการทำผลงาน โดยเอาความคิดตั้งแต่แรกๆ ที่เข้าไปศึกษางาน ค่อยๆเอามาทำทีละอย่าง สองอย่าง ให้มันสอดคล้องและต่อเนื่องกันไป โดยจัดลำดับ ความสำคัญก่อนหลัง รวมทั้งความสัมพันธ์ว่า ต้องทำสิ่งนั้น สิ่งนี้ ก่อน ถึงจะสามารถทำสิ่งนั้นได้เป็นต้น อาจจะต้องกระจายความคิดออกมาเป็นแผนปฏิบัติ ให้ละเอียดขึ้น เพื่อจะได้จัดทำเป็นส่วนๆต่อไป เวลาสร้างผลงานนั้น ต้องทำงานที่หาเงินเข้าบริษัทฯ สลับกับ การทำงานเพื่อคุณภาพของบริษัทฯ อย่าทำงานที่หาเงินเข้าบริษัทฯ เพียงอย่างเดียว หรือ ทำงานเพื่อคุณภาพของบริษัทฯ เพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้หัวหน้างาน ชินกับสิ่งที่เขาได้รับ เขาจะมองว่า สิ่งที่คุณทำ เป็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ ไม่แปลกอะไร แต่หากคุณทำสลับกัน และ สร้างผลงานแบบเว้นช่วง และ จังหวะที่เหมาะสม ก็จะทำให้เขารู้สึกได้ ว่า คุณทำสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นสม่ำเสมอ มันอาจจะเหนือความคาดคิดของเขาด้วยซ้ำ ถ้าคุณเก่งทางด้านสร้างผลงาน คุณอย่าสร้างให้ผลงานมีอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพราะความรู้สึกของเจ้านายนั้น การที่มีผลงานต่อเนื่องตลอดเวลา จะกลายเป็นงานที่คุณต้องทำไป ถ้าไม่ทำสิ คุณนั่นแหละที่ผิด ดังนั้น การมีทักษะในการเว้นช่วงของผลงานนั้น หรือ เว้นช่วงว่างให้เพื่อนๆ ที่กำลังทำผลงานอื่นๆ ได้เด่นขึ้นมาด้วย ก็เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการรับรู้ของเจ้านาย และ จะทำให้เจ้านายมีการรับรู้ผลงานได้ดีขึ้นครับ... มันเหมือนกับ การทานอาหารนะครับ ถ้าทาน ข้าวผัดทุกๆวัน แรกๆก็พอรับได้ครับ หลังๆ มันจะไม่อยากทาน ถ้าได้เปลี่ยนอาหารเป็นอย่างอื่นบ้าง เมื่อกลับมาทานข้าวผัด ก็จะทำให้รสชาติของข้าวผัด อร่อยขึ้น ทั้งๆ ที่ก็เป็นข้าวผัดรสชาดเดิมที่เขาเคยกิน นะครับ... ในส่วนตัวผม ผมคิดว่า การสร้างผลงานแบบ คลื่นกระทบฝั่ง โดยให้ผลงานเป็นระลอกคลื่น ซัดฝั่งเป็นครั้งๆ บางทีก็คลื่นลูกเล็กๆ บางครั้งก็คลื่นลูกใหญ่ๆ สลับกันไป บางทีอาจจะมีคลื่น 2 ลูกเล็กๆ แต่ซ้อนๆ กันเข้าไป จะทำให้ความรู้สึกชินชานั้น มีน้อยลง แต่เจ้านายจะเพลิดเพลินกับการนั่งมองคลื่นกระทบฝั่งที่เข้ามาเป็นระยะ กว่าคุณและเขาจะรู้ตัวก็น่าจะปาเข้าไปสัก 4-5 ปีแล้วครับ... กลยุทธ์คลื่นกระทบฝั่ง ขอให้สนุกกับงานที่ทำ และ ก้าวหน้าในหน้าที่การงานกันทุกคนนะครับ... ลูกน้องเกี่ยงงานมีคำถามหลังไมค์ให้ผม เพื่อนท่านนี้ไม่ได้บอกว่า เอาชื่อลงได้ไม๊ ผมก็เลยไม่ได้เอาชื่อมาลงนะครับ คำถามมีอยู่ว่า...
"มีลูกน้องอยู่คนนึง เกี่ยงงาน ไม่ค่อยยอมทำ ในขณะที่คนอื่นๆ ช่วยกันทำ รวมทั้งตัวหัวหน้างานด้วย จะมีวิธีจัดการอย่างไร กับคนนั้นคะ" เรื่องลูกน้องเกี่ยงงานนั้น ผมคิดว่า เจอกันทุกที่ครับ ซึ่งส่วนใหญ่ ลูกน้องเกี่ยงงานมีปัจจัยต่างๆกันตามแต่สภาวะ แต่ส่วนใหญ่แล้ว องค์ประกอบที่จะทำให้ลูกน้องเกี่ยงงานมีอยู่ 4 องค์ประกอบหลักๆ คือ 1. ลูกน้องเกี่ยงงานอันเนื่องจาก ระบบงาน ไม่รัดกุมทำให้เกิดช่องว่าง ที่จะทำให้ลูกน้องเอาเปรียบบริษัทฯได้ อย่างเช่น บางบริษัทฯ มี Job Description (JD) ซึ่งได้เขียนเอาไว้อย่างรัดกุมว่า แต่ละคนต้องทำหน้าที่อะไรบ้าง เมื่อให้งานใหม่ หน้าที่ใหม่กับ ลุกน้อง เขาจะเอาจุดอ่อนของ JD มาเป็นข้ออ้างว่า ไม่ใช่หน้าที่ๆเข้าจะทำ หรือ JD ไม่ได้ระบุไว้ว่าเขาต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น
2. ลูกน้องเกี่ยงงานอันเนื่องจาก เจ้านายตามใจลูกน้องมากเกิน หรือ พอเขาบอกว่าเขาทำไม่ได้ ก็จะบอกว่า ไม่เป็นไรพี่ทำเอง จนเขารู้สึกว่า ไม่ทำก็ไม่เป็นไร เจ้านายรับทำอยุ่แล้ว
3. ลูกน้องเกี่ยงงานอันเนื่องจาก ความรู้สึกของลูกน้องเองว่า เขาได้รับเงินเดือนไม่คุ้มค่ากับงานที่เขาจะทำ เขาจะรับผิดชอบเฉพาะงานที่เขาได้รับมอบหมายให้ตั้งแต่แรกเท่านั้น ลูกน้องที่มีความรู้สึกอย่างนี้ น่ากลัว และ ต้องสร้างแรงกระตุ้นอย่างสูงเพื่อให้เขามีมุมมองในทางบวกกับงาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว คนที่คิดเช่นนี้ จะอยู่ไม่รอดในสังคม
4. ลูกน้องเกี่ยงงาน อันเนื่องจากเหตุผลบางประการที่ไม่สามารถช่วยเหลืองานนอกเวลาทำงานได้ อย่างเช่น ติดเรียน ต้องไปทำงานพิเศษอื่นๆ เป็นต้น ลูกน้องที่เกี่ยงงานไม่ว่าจะเกิดจากสภาพการณ์ใด ก็ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่หมด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย โดยปกติ เจ้านายส่วนใหญ่ จะใช้วิธีการ เปลี่ยนคนทำงานเลย ซึ่งนั่นก็ต้องทนกับสภาพการไม่ยอมทำงานของลูกน้องจนถึงขีดสุดเช่นกัน เจ้านายบางคนก็แช่ดองลูกน้องประเภทนี้เอาไว้ ทำให้สูญเสียทั้งเงินและเวลา บางคนพยายามที่จะเปลี่ยนทัศนคติของลูกน้องเหล่านี้แต่ส่วนใหญ่แล้ว จะพบกับความล้มเหลว... ผมก็เคยมีปัญหากับลูกน้องแบบนี้ ซึ่งการเกี่ยงงานของเขาส่วนใหญ่ จะเป็นการเกี่ยงงานใหม่ๆ เสียมากกว่า แต่งานที่เขารับผิดชอบอยู่จะดูแลอย่างดี สิ่งที่ผมทำตอนนั้น คือ การสร้างแรงจุงใจให้เขาทำงานเพิ่มมากขึ้น อธิบายว่า การทุ่มเทให้กับงานที่เพิ่มขึ้น เป็นจุดที่จะทำให้ผู้บริหารมองเขาในแง่ที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในช่วงเวลานั้น ผมยังไม่มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ และ ยังเป็นผู้จัดการมือใหม่อยู่ ประกอบกับ ปีเกิดของเราไม่ถูกกันด้วย ไม่ว่าบอกเขาในรูปแบบใด เตือนเขาในรูปแบบใด เขาก็จะไม้เชื่อในสิ่งที่ผมพยายามทำให้เขา ผมเสียเวลาไป 2 ปี ที่ซื้อใจเขา ปรับเงินเดือนให้ตามปกติ พยายามหางานที่เขาชอบมาให้เขาทำ แต่แล้ว ทุกอย่างก็กลับมาเป็นเช่นเดิม คือ เขาจะไม่ยอมทำในสิ่งใหม่ๆ เพิ่ม ไม่ว่าใครจะทำอะไรก็ตาม ในเมื่อเขาพอใจในการทำงานเพียงเท่านี้ ก็ให้เขาทำไปตามเท่าที่เขารับผิดชอบ เงินเดือน ผลงาน ของเขาก็ขึ้นต่ำกว่าค่าอัตราเพิ่มของค่าครองชีพ ในขณะที่เพื่อนๆของเขา เริ่มก้าวหน้ามากขึ้น ได้รับการโปรโมทฯ ผมก็ได้โปรโมทฯ ขึ้น แต่เขากลับทำให้ตำแหน่ง และ หน้าที่เดิมๆ ซึ่งเคยให้หน้าที่รับผิดชอบเขาเพิ่มขึ้นในตอนหลังเพื่อจะได้โปรโมทฯ เขาขึ้นมาบ้าง แต่เขากลับบอกว่า "โปรโมทฯก่อนค่อยทำงานเพิ่ม ให้เงินแค่นี้ ก็ทำแค่นี้.." เป็นคำที่ผมไม่เคยคิดเลยว่า ลูกน้องในสังกัด จะมีการพูดอย่างนี้กับผม ทั้งๆที่ ผมทั้งสอน ทั้งวางแผนอนาคตของทุกคนให้ก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ โดยการทำให้ดีที่สุดก่อนจะได้รับการไว้วางใจ และ แล้วใจของเขาเองก็ได้ทำร้ายตัวเขาเอง นี่เป็นบทเรียนอันเลวร้ายสำหรับเขา ที่เขาได้พบ เขาเริ่มจะสร้างให้ทีมงานเกิดความเอนเอียงไปตามทัศนคติทางลบของเขา ในมุมมองที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ทำให้ต้องตักเตือนพฤติกรรมกันบ่อยมากๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาสร้างให้เกิดความกดดันให้กับเขาเองทั้งสิ้น และ เมื่อเขากดดันมากๆ เขาก็ได้ลาออกไปทำงานที่ใหม่ แต่กลับไปทำในลักษณะที่ผมสอนเขาอยู่ในที่นี้ ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ แทนที่จะนับจาก 3 หรือ 5 ขึ้นไป และได้ข่าวว่า เขาก็ต้องลาออกอีก จากนิสัยของเขาเองที่ย้อนกลับมามองถึง ตัวเงินก่อนผลงาน แบบ "ให้เงินแค่นี้ ก็ทำแค่นี้" ซึ่งเป็นแนวคิดการทำงานในบริษัทฯ ที่ไม่ดีเอาเสียเลย... ย้อนกลับมายังปัจจุบัน ลูกน้องประเภทนี้ในทีมงานผมไม่มีอีกแล้ว หรือ อาจจะมีแต่ผมไม่เห็น ผมจัดรูปแบบการทำงานใหม่หมด ณ วันนี้ หากเกิดปัญหา ในลักษณะเดิม คือ หากลูกน้องเกี่ยงงาน ผมจะใช้วิธีการสั่งงานให้ทำ และ กำหนดวันเวลาส่งอย่างชัดเจน ซึ่ง วันเวลาส่ง หรือ วันเวลาที่เสร็จจะไม่บีบเขา แต่ให้เขาทำได้อย่างสบายๆ และ อธิบายให้เขารับทราบถึง หน้าที่พิเศษอื่นๆ ที่เขาต้องรับผิดชอบ ไม่มีใครรับหน้าที่เพียงหน้าที่เดียวไปตลอดเวลาที่อยู่ทำงานกับผม และ ไม่มีใครที่จะอยู่ได้อย่างสบายๆ โดยไม่พัฒนาตนเองเพิ่ม ผมเริ่มลดบทบาทของ JD ลง แต่เพิ่มบทบาทของ ความทุ่มเทของแต่ละคนเพิ่มมากขึ้น ให้รางวัลในสิ่งที่พวกเขาทำมากกว่าเดิมมากขึ้น ให้ความสำคัญกับทีมงานมากขึ้น มีรางวัลของทีมงาน ใครไม่ทำก็ไม่ได้รับรางวัล ใครไม่ทำก็กลายเป็นแกะดำไป ซึ่งเมื่อเปลี่ยนองค์กรให้เป็นลักษณะนี้แล้ว จะทำให้เกิดการเกี่ยงงานน้อยลง แต่ส่วนใหญ่จะแย่งกันสร้างผลงานเสียมากกว่า... ในกรณีของผู้ถามนั้น ผมคิดว่า เกิดจากการทำงานพิเศษ ที่นอกเหนือจากเวลาปกติ นอกเหนือจากงานปกติ ซึ่งเขาอาจจะอ้างถึง เวลากลับบ้าน เขามีความรับผิดชอบที่ไม่สามารถอยู่ดึกได้ แน่นอน ต้องถามถึงปัญหาของเขาก่อนว่า ทำไมเขาถึงไม่สามารถที่จะอยู่ดึก ทำงานมากกว่าเดิมได้ ซึ่งผมคิดว่า ต้องแยกเป็นกรณีๆ ไป หากเป็นงานพิเศษที่ต้องอยู่ดึกแต่เขาไม่สามารถอยู่ช่วยงานได้ ก็ต้องให้เขามาช่วยงานในช่วงเวลาธรรมดา ที่เขาอยู่ในช่วงเวลาทำงานให้มากขึ้น ผมคิดว่า ท่านผู้ถามมองเห็นจากวิธีการที่ผมอธิบายไว้ข้างต้นว่า ผมจัดการลุกน้องคนนี้อย่างไร ถ้าในช่วงเวลางานที่เขารับผิดชอบนั้น เขารับผิดชอบได้เต็มที่ เขาก็ได้ผลงานแค่มาตรฐาน แต่หากคนใด ทำงานมากกว่ามาตรฐาน เหนือกว่ามาตรฐาน ก็ต้องได้ผลดีตอบแทน ไม่ว่ารางวัล เงินเดือน ตำแหน่งหน้าทีการงาน ต้องยกย่องคนดี คนเก่ง ให้เขามีกำลังใจไว้เสมอครับ แต่หากไม่สามารถยอมรับได้ในเหตุผลของลูกน้อง หรือ ลูกน้องไม่มีเหตุผลมาสนับสนุนการไม่ยอมทำงานพิเศษต่างๆ ผมคิดว่า ต้องใช้ไม้แข็งแกมบังคับครับ และ มันยังมีวิธ๊การอีกมากมายที่จะใช้จัดการกับพนักงานเกี่ยงงาน เพียงแต่วิธีการใดที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และ พนักงานคนนั้นครับ... ข้อเตือนใจ สำหรับคู่ชีวิตใหม่ขอให้คู่ชีวิตทำตัวให้เหมือน... " น้ำ " จากคน 2 คน ที่มีชีวิตแตกต่างกัน เมื่อเส้นทางชีวิต ขีดให้มาเดินในเส้นทางเดียวกัน ความแตกต่างที่มี ย่อมส่งผลให้เกิดความไม่เข้าใจ ความคลางแคลงใจกัน ชีวิตคู่ที่ต้องอยู่ร่วมกันแรกๆ จึงต้องมีข้อเตือนใจเพื่อกำกับความคิดของตนเอง เพื่อให้เข้าใจอีกฝ่าย การปรับตัวที่ดีในตอนแรกของคู่ชีวิตใหม่ จะทำให้ชีวิตคู่ดำเนินอยู่ได้นานที่สุดเท่าที่สามารถ น้ำ เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องพบกันทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง และ มักจะพบเห็นในหลายๆสถานการณ์ อย่างเช่น น้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำในอาหาร ขนม นม เนย น้ำแข็ง น้ำร้อน น้ำเย็น รวมไปถึง ไอน้ำ และ เมฆ... ซึ่ง น้ำ เป็นสิ่งที่แปลกมหัศจรรย์ แต่กลับเป็นสิ่งธรรมดาในชีวิต... น้ำ ในสภาวะปกติ เป็นของเหลว ที่จะอยู่กับภาชนะใดก็ได้ ไม่ว่าภาชนะจะใหญ่หรือเล็ก น้ำเป็นสิ่งที่ปรับตัวได้ดีที่สุด ถิ่นที่อยู่ไม่ว่าจะใหญ่แบบมหาสมุทร หรือ จะเล็กเพียงแก้ว.. น้ำก็สามารถอยู่ได้ ขอเพียงมีที่อยู่ ที่รองรับ การอยู่มันไม่ได้ขึ้นกับ สถานที่ มันอยู่ที่ตัวของคนอยู่มากกว่า.... จะยากจนมาด้วยกัน หรือ ร่ำรวยมาด้วยกัน หรือ ฐานะแตกต่างกันมากแค่ไหน ขอเพียงคิดถึงแต่คนที่เราจะอยู่ร่วมด้วย ไม่ใช่สิ่งที่เขามี.. จะทำให้เราลดความแตกต่างกันได้มาก น้ำ เมื่อถูกความร้อนหรือความเย็น ก็จะดูดซับ ความร้อนหรือความเย็นเหล่านั้นไว้ ถ้าเพียงไม่มากเกินไป มองด้วยตาเปล่าอาจจะไม่เห็น มันสามารถเก็บอุณหภูมิไว้ภายในตัว ถ้าอยากรู้ว่าน้ำนั้นมีอุณหภูมิเท่าใด ก็ต้องใช้เครื่องมือ หรือ นิ้วมือ เพื่อตรวจวัดอุณหภูมิเหล่านั้น หากสะสมมากๆ ก็อาจจะเปลี่ยนสถานะ อาจจะเดือด กลายเป็นไอ หรือ กลายเป็นน้ำแข็งไปเลยก็มี..... มันก็เหมือนกับความขุ่นข้องหมองใจ ความไม่พึงพอใจ ที่อีกฝ่ายทำให้อีกฝ่าย ทุกชีวิตคู่ยังไง ก็มีปัญหากันบ้าง จะมาก หรือ จะน้อย ก็ต้องแก้ปัญหา ให้เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย หากไม่ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจได้ ก็เหมือนการเติมความร้อน หรือ ความเย็นให้อีกฝ่าย หากเก็บไว้ได้ แล้วไม่ได้เพิ่มให้มากขึ้น มันก็อาจจะหายไปได้เอง แต่หากทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็จะทำให้ยิ่งเพิ่มอุณหภูมิให้อีกฝ่ายหนึ่ง ตรวจวัดความเข้าใจซึ่งกันและกันบ่อยๆ เพื่อลดข้อขัดแย้งที่จะสะสม... บางคนโกรธแล้วอาละวาดเหมือนน้ำเดือด บางคนโกรธแล้ว เงียบเฉยเป็นน้ำแข็ง เราก็ต้องเข้าใจคู่ของเราว่า เป็นเช่นใดเช่นกัน และ หาวิธีในการดับความโกรธเหล่านั้นลง... น้ำ เป็นตัวที่ชะล้างสิ่งสกปรกส่วนมากได้... น้ำยังเป็นตัวละลายของแข็งบางอย่างได้.... คู่ชีวิตก็ควรจะเป็นน้ำให้แก่กัน ชะล้างความทุกข์ใจซึ่งกันและกัน แบ่งเบาภาระซึ่งกันและกัน ไม่มีใครแข็งแกร่งได้ตลอดเวลา และ ไม่มีใครอ่อนแอได้ตลอดเวลา เมื่อตกลงเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ก็ต้องร่วมหัวจมท้ายกันไป.. น้ำ สามารถเอามาเป็นส่วนประกอบของอาหาร ไม่ได้ทำให้รสชาดของอาหารดีขึ้น แต่ทำให้อาหารสุก และดูน่ากิน... คู่ชีวิต ก็ควรเอาอย่าง คู่ชีวิตที่ดีควรส่งเสริมอีกฝ่ายให้ประสบความสำเร็จ เป็นเบื้องหลังบ้าง เป็นเบื้องหน้าบ้างสลับกันไป อาหารบางจานน้ำซุป หวาน หอม อร่อย ผักผัดหากไม่มีน้ำก็ดูไม่น่ากิน.. หรือ บางที น้ำกับอาหารปนกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ สร้างความโดดเด่นได้ทั้งคู่ เช่นกัน แต่ไม่ใช่ว่าอาหารทุกจานจะเป็นได้อย่างนี้ทุกชนิดนะ.. น้ำ ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตอื่นๆอีกมากมาย ชีวิตต้องการน้ำ น้ำเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ชีวิตคู่ก็ต้องมีกันและกัน ถึงเรียกชีวิตคู่... ต้องเกื้อหนุน จุนเจือกันไปตราบเท่าความเป็นคู่ยังอยู่... น้ำ ยังเป็นได้อีกหลายอย่างหลากหลาย หากเกิดความขัดข้องในชีวิตคู่ อยากให้มอง "น้ำ" แล้วคิดถึงมัน.. ว่า มันเป็นเช่นใด... ชีวิตคู่เราควรทำเช่นใด เป็นอย่างไร... น้ำใจ...ให้กัน น้ำอดน้ำทน...ร่วมกัน น้ำพริกปลาทู...กินพร้อมกัน น้ำเรี่ยวน้ำแรง...ช่วยกันทำงาน น้ำคำ...ให้กำลังใจต่อกัน น้ำร้อนน้ำเย็น...ปรับตัวเข้าหากัน จาก ฟ้าใส.. ถ้าผู้บริหารต่อว่าเรามาในหลายเรื่อง เราควรสื่อสารให้ลูกน้องรับทราบหรือไม่ และในลักษณะใดถ้าในลักษณะนี้ ผมต้องวืเคราะห์ก่อนครับว่า การต่อว่าในแต่ละเรื่องนั้น เป็นการต่อว่าที่ต้องการเป้าหมายอะไร อะไรที่เราและทีมงานทำให้เขาต่อว่า เมื่อวิเคราะห์หาสาเหตุได้แล้ว ก็ต้องหาแนวทางป้องกันในอนาคตไม่ให้เกิดขึ้นอีก โดยจัดหาวิธีการต่างๆเข้ามาเพื่อทำให้ระบบสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำพลาดนั้นให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือ การทำให้ระบบสมบูรณ์ขึ้น ส่วนใหญ่ผมจะชี้แจงข้อด้อยของการทำงานที่ทำให้เจ้านายต่อว่า จากนั้น แสดงตัวอย่างการแก้ปัญหา หรือ ให้พวกเขาช่วยกันระดมความคิดในการแก้ปัญหา โดยมีแนวความคิดของเราเข้าไปเสริมให้ตรงทาง แล้ว กำหนดให้ทุกคน เดินทางไปตามแผน โดยผมมีหน้าที่ คอยดูแลแผนการแก้ปัญหาว่าเดินตรงหรือไม่ หากเอียงไปก็เข้าไปดูแลบ้างเพื่อให้ไม่เกิดปัญหาอีก การบอกให้ลูกน้องรับทราบ เป็นศิลปะที่ไม่ใช่ว่า เจ้านายต่อว่าอะไรเรามา ก็ต่อว่าลูกน้องเลย เราต้องวิเคราะห์ให้เห็นแจ้งก่อนว่า สาเหตุมาจากอะไร จะได้จัดการได้ถูกต้อง และ สื่อให้ลูกน้องได้ถูกต้อง ไม่เองเอียงไปตามความโกรธที่เกิดจากการต่อว่าของเจ้านาย และ ไม่เข้าข้างเจ้านายจนเกินไป บางครั้งที่ทีมงานผมโดนตำหนิจากอารมณ์เจ้านาย ผมก็ไม่เคยให้ทีมงานรับรู้สักคน แล้วผมก็ทิ้งมันไปกับอดีต และไม่หันไปมองมันอีกเลย เพราะ มันเป็นสิ่งที่ไร้ค่า แต่ทำให้เราเสียเวลา... แต่หากถูกตำหนิเรื่องลูกน้องเฉื่อย ผมก็ต้องวิเคราะห์ตามที่ผมให้ข้อคิดเห็นตามข้างบนก่อนว่า เป็นอย่างไร ก่อนที่จะวางแผนทำอะไรลงไป แต่อาจจะโชคดีของผมที่ไม่เคยโดนอย่างนี้ มีแต่โดนแซวว่า "ระวังน้องๆตายคางานกัน.." ซึ่งลูกน้องผมนั้น เป็นคนประเภท 8 ชัวโมงงานของลูกน้อง พวกเขาจะทำเนื้องานได้ 7.5 ชั่วโมง ซึ่งทำงานมากกว่า 90% ของเวลาที่ใช้ไป บางคนได้ประมาณ 9-10 ชั่วโมงงาน เกิน 100% ของค่าเฉลี่ยปกติเสียอีก... แต่พวกเขาก็ทำงานอย่างสนุกสนาน กำลังทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของเขากันอย่างเมามันส์ เห็นแล้วสงสารในบางครั้งเหมือนกันนะครับ... ใครจะไปเป็นมือระเบิดพลีชีพบ้าง...
คนเก่ง เก่งมาได้อย่างไร...ผมให้นิยามของคำ "คนเก่ง" ว่าเป็น "คนที่คนในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือ คนใดคนหนึ่ง ยอมรับถึงความสามารถของคนๆนั้น ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง "
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เท่าที่ผมสังเกตุเห็นคนที่คนอื่นบอกว่า คนนี้เป็นคนเก่ง คนนั้นเป็นคนเก่ง พวกเขามักจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ อยู่เสมอ และ รักษาการยอมรับของกลุ่มเดิมอย่างเหนียวแน่น ทำให้บางคนมีปัญหากับความเก่งของตนเองเช่นกัน อย่างเช่น คนเก่งเรียน ก็จะอยู่ในโรงเรียน หรือ มหาลัย เรียนจบ ตรี ต่อ โท เรียนจบโท ต่อ เอก เรียนจบเอก จะต่ออะไรดี ก็กลับมาเป็นอาจารย์ในมหาลัยดีกว่า เพราะว่า ยังมีคนยอมรับอยู่เสมอๆ บางคนเป็นอย่างนี้จริงๆ นั่นเป็นเพราะว่า เขาอาจจะกลัวการสูญเสีย การยอมรับในสังคมกลุ่มนั้นๆ ไป
การยั่งยืนของคนเก่งในสังคมใดๆ นั้น ต้องอาศัยการบอกต่อ หรือ ถ่ายทอดความรู้สึกซึ่งกันและกัน หรือ การที่เห็นความสามารถบ่อยครั้ง เพื่อทำให้คนเห็นจดจำได้ หรือ ตอกย้ำในความรู้สึกได้ ซึ่งจะเห็นว่า คนเก่ง มักได้รับการยกย่อง และ บอกต่อถึงความเก่งฉกาจ อยู่บ่อยๆ เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดให้แก่กัน
ในสังคมคนกลุ่มหนึ่ง เมื่อมีใครบอกว่าคนนั้นเก่ง คนนี้เก่ง จะก็เห็นว่า เขาอาจจะบอกต่อ หากเขาเห็นด้วยกับความคิดเห็นนั้น ซึ่งในสังคมเดียวกัน ก็จะทำให้ มีการตอกย้ำภายในสังคมเดียวกัน หลายๆครั้งเข้า ทำให้ คนเก่งในสังคมสามารถรักษาความเก่งอยู่ได้ในสังคมนั้นๆ ถึงแม้นบางคนจะไม่ได้แสดงความเก่งกาจออกมาอีก... แต่ก็จะยังมีความรู้สึกของคนในสังคมนั้นๆ ที่ยังบอกว่า เขาเป็นคนเก่งอยู่ อันเนื่องจากความรู้สึกที่ฝังจากอดีต... แต่ในขณะที่ คนเก่งคนนั้น ได้ย้ายไปอยู่ในสังคมใหม่ ที่ไม่มีใครเกี่ยวพันกับสังคมเก่า เขาจะกลายเป็นคนธรรมดา ที่ไม่มีใครรู้จัก เป็นคนทั่วไปในสังคมนั้นๆ ซึ่งหากเขาต้องการให้สังคมใหม่ยอมรับ ก็จะต้องเริ่มสร้างตัวตน แสดงตัวตนใหม่ เพื่อให้ สังคมใหม่ ได้ยอมรับในความสามารถ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย และ บางครั้งอาจจะต้องแสดงความเก่งกาจในด้านอื่น ที่ไม่ใช่ด้านเดิมที่เคยประสบความสำเร็จมา
ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนเก่งทางด้านมนุษยสัมพันธ์ เขาสามารถเข้ากับใครๆได้อย่างง่ายดาย เด็กๆ หรือ ผู้ใหญ่ก็ตาม ก็มักจะชอบคุยกับเขา เพราะเขาสามารถได้ใจของคนที่เขาคุยด้วย โดยใช้เวลาอันสั้น พวกเพื่อนๆมักมองเขาอย่างชื่นชม สำหรับมนุษยสัมพันธ์ ที่เขามี... หลังจากที่เราต้องห่างกันไป 10 กว่าปี เพื่อนท่านนี้ยังเป็นเพื่อนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆ แต่ต่างไปที่ สังคมทางด้านงานของเขา กลับมองเขาว่า เป็นคนเก่งงานบริหารและจัดการ เป็นเจ้านายที่น่าเกรงขาม ลูกน้องส่วนมากเกรงกลัวเขา ทั้งๆที่เขาก็ยังคุย เล่น และ หยอกล้อกับกลุ่มเพื่อนๆ เหมือนเดิม
จากเพื่อนคนนี้ ทำให้ผมรู้ซึ้งว่า คนเก่งคนเดียวกัน อาจจะเก่งได้ในหลากหลายทางในแต่ละสังคม หรือ ความเก่งกาจของเขาในแต่ละสังคม อาจจะแตกต่างกันได้
คนเก่งในสังคมหนึ่ง อาจจะเป็นคนธรรมดาของสังคมหนึ่ง เพราะ ระดับของสังคมไม่เท่ากัน คนที่รู้เท่าทันกัน และ ไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนใหญ่มักจะมองเห็นคนอื่นๆว่าเป็นคนธรรมดา ทำสิ่งที่ตนเองก็ทำได้ เป็น คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่เขาคิด สิ่งที่เขาทำ เป็นสิ่งที่ธรรมดาสำหรับเพื่อนๆ แต่ อีกกลุ่มอาจจะมองเห็นว่า หรือ คนภายนอกกลับมองว่า คนในกลุ่มนี้ เก่งๆกันทั้งนั้นเลย คนนั้น เก่งอย่างนั้น คนนี้ เก่งอย่างนี้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว มันเป็นเพียงจุดเด่นของสิ่งที่เขามีมากกว่าคนอื่นเท่านั้น
สังคมเป็นตัวบอกว่า ใครจะเป็นคนเก่ง ถ้าสามารถสร้างให้สังคมยอมรับได้ว่า คุณเป็นคนเก่ง คุณก็จะกลายเป็นคนเก่ง ขึ้นมาในทันที แต่หากสังคมใด ยอมรับว่า คุณเป็นคนดี คุณก็จะกลายเป็นคนดีไป และในทางกลับกัน หากสังคมประนามว่าคุรเป็นคนไม่ดี คุณก็จะไม่ดีในสังคมเช่นกัน... ทั้งหมดนี้ ขึ้นกับการยอมรับในสังคมเพียงอย่างเดียว ว่า สังคมหนึ่งๆนั้น ยอมรับคุณในทิศทางใด
เมื่อเป็นคนเก่ง สิ่งที่ตามมา ก็มักจะโดนเขม่น เสมอๆ จากคนอีกกลุ่ม ซึ่งมันอาจจะไม่ได้เกิดจากการอิจฉา แต่อาจจะเนื่องจาก คนบางคนก็มองว่า คนนี้ไม่เห็นเก่งเลย เพราะรู้เท่าทันกันไปหมด ไม่เห็นว่าเขาจะแตกต่างกันตรงไหน มันก็เลยมีปัญหาการเขม่น เกิดขึ้นกันทุกคน ทั้งนี้การจะเป็นคนเก่งในสังคมสักสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย และ การรักษาความเป็นคนเก่งของตนเองนั้น ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แต่คนเรา ก็อยากจะเป็นคนเก่งในสายตาคนอื่นด้วยกันทั้งสิ้น ทำให้คนบางคน แสวงหาการยอมรับจากสังคมอยู่เป็นประจำ ถึงแม้นจะเป็นใหญ่เป็นโต ก็ยังอยากจะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี ก็อยากจะได้การยอมรับจากคนทั้งประเทศ ทั้งนี้ สังคมเราก็เลยวุ่นวาย เพราะ ต่างคน ต่างอยากจะเป็นคนเก่ง อยากแสดงให้สังคมยอมรับ เมื่อสังคมยอมรับ ก็อยากจะให้ทุกคนยอมรับ ความอยากนี่เองที่กลายมาเป็นไฟ เผาคนเก่งๆ ให้ตกไปยังกับดักทางความคิดกันเยอะแล้ว.. |
|
|||||||||||
|
|